ลองขยับไดฯ
แอบทิ้งหัวใจ...ไว้ที่อินเดีย(ภาคจบ)
แอบทิ้งหัวใจ...ไว้ที่อินเดีย
อรุณสวัสดิ์เบญจคีรีนคร
ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร
สนธยา ณ ไพศาลี
หยดน้ำตา ณ สาลวโนทยาน
ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก
เยือนแดนดินถิ่นองคุลีมาล
บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา
อรุณรุ่งที่พุทธคยา
ก้าวแรกที่โกลกัตตา
ปฐมเหตของการเดินทาง
รายงานการเดินทาง
เดินทางอีกแล้ว...
คืนวันอันวุ่นวายภาคสอง
คืนวันอันวุ่นวาย
ลองทำดู
ศุกร์/สุข?
รวมเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์
วันเกิด
นิทรรศการของจิ๋ว
ลาป่วย
จองไว้ก่อน
เมื่อฉันกลับบ้าน
แทนคำบรรยาย
เล่าด้วยภาพ..
ระนอง...แร่นอง
ฤา..ความอ่อนไหวที่ย่างกรายมาเยือน
ต๋อย
แม่น้องธัย
2 ผัก






 

วันนี้ (๓ กค.) ตื่นเช้าเช่นเดิม เพราะต้องเดินทางไกลกว่า ๒๐๐ กิโล  กินอาหารเช้าแล้วตรงดิ่งไปขึ้นรถคันเดิมกับกลุ่มคนเดิม ๆ ซึ่งตอนนี้พอจะรู้จักมักคุ้นกันบ้างแล้ว หลังจากได้ละลายพฤติกรรมร่วมกันมา ๒ คืน ๓ วัน  หากจะนับเวลาเป็นวินาทีที่พวกเราร่วมสุขร่วมทุกข์กันก็คงมากมายมหาศาลทีเดียว  โปรแกรมวันนี้คือไปเมืองพาราณสี หรือ วาราณสี (Varanasi) เป็นชื่อเมืองหลวงของแคว้นกาสีมาตั้งแต่เมื่อครั้งพุทธกาล ปัจจุบันชื่อว่าเมืองบานารัส (Banaras)  รัฐอุตรประเทศ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองคยาที่เราพักเมื่อวาน เป็นเมืองที่มีแม่น้ำคงคาไหลผ่าน และยังเป็นเมืองที่ฉันใฝ่ฝันมาเนิ่นนานปรารถนาจะมาเยือนให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต  มาเพื่อดูให้เห็นกับตาว่าสิ่งที่ได้ถ่ายทอดให้คนอื่นรับรู้รุ่นแล้วรุ่นเล่านั้นของจริงจะเป็นเช่นไร

ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก  แต่ถนนหนทางไม่เอื้ออำนวยเลยทำให้เวลาในการเดินทางต้องยาวไกลออกไป คณะ ฯ กินอาหารเที่ยงระหว่างทางเฉกเช่นเดียวกับเมื่อวันวาน เป็นการกินที่อร่อยไม่แพ้นั่งกินในเหลาราคาแพง เพราะมีการเสริฟอาหารเมนูพิเศษโดยแม่ชีอยู่เป็นระยะ ขนาดมาถึงอินเดียก็ยังมีแกงไตปลาจากกระบี่ และปลาร้าสับจากบุรีรัมย์กินแทบทุกมื้อ  สำหรับพระพิรุณก็ยังคงหลั่งไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย เพราะย่างเข้าสู่เขตฤดูฝนพรำแล้วนี่ ดีเหมือนกันอากาศจะได้ไม่ร้อนแรงแทงใจดำ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวขจี สบายตาดีออก และยังมีของแถมระหว่างทางให้เห็นอยู่เนือง ๆ อีกด้วย นั่นคือเห็นคนปฎิบัติภารกิจส่วนตัวกันอย่างโจ่งแจ้งในห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฉันเห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เมื่อสายตาพลันเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอย่างสบายอุรา หันหน้ามาทางถนนอย่างไม่หวาดหวั่นสายตาผู้ใด แม้ว่าเค้าจะสบตากับฉันในระหว่างที่รถวิ่งผ่าน เค้าก็ทำหน้าได้ไร้ความรู้สึกมาก  ประหนึ่งว่า โลกใบนี้เป็นของข้าคนเดียว แหม ก็นะคนกำลังปลดทุกข์ อะไรจะยิ่งใหญ่มากไปกว่าการได้ปลดทุกข์ออกจากตัว ไม่ว่าเขาหรือเรา (ท่านผู้อ่านว่าจริงไหม?) 

ช่วงบ่ายแวะร้านข้างทางเพื่อให้คนขับดื่มการัมจายและกินจาปาตี  (คนอินเดียเค้าไม่กินข้าวเช้านะ ฉันสังเกตดูคนขับรถและผู้ช่วยไกด์จะกินข้าวเช้าประมาณบ่าย ๒ ทุกวัน) ฉันก็ลงเดินสำรวจนั่นนี่ไปตามประสา เรียกว่าเค้าจอดทุกที่ฉันก็ลงเพื่อเข้าห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ทุกครั้งเช่นกัน แม่ชีสุแก่นธรรมบอกว่าไม่ต้องอายหรอกลูก คนอินเดียเค้าก็ทำแบบเรา  แต่หลายที่ที่เราแวะ  สาวแขกอินเดียส่งสายตามองเราอย่างประหลาด ๆ   จนบางครั้งฉันรู้สึกหน้าร้อนเล็ก ๆ ขึ้นมาเหมือนกัน  

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

                  หน้าตาของจาปาตีและวิธีการปิ้งแป้งให้สุก

พูดถึงร้านรวงข้างถนนหรือหลาย ๆ ที่ที่ผ่านมาเห็นผู้ชายร้อยละ ๙๙ เป็นคนขายของในร้าน   หาผู้หญิงนั่งเฝ้าร้านยากมาก แทบจะไม่มีให้เห็น ฉันจึงเห็นด้วยที่สุดกับคำกล่าวว่า “เมืองใช้ผัวเฝ้าห้าง” เพราะผู้ชายเฝ้าห้างร้านจริง ๆ  รวมถึงเป็นผู้ทำอาหารขาย อย่างจาปาตีหรือการัมจายทุกร้านที่แวะกินมีผู้ชายเป็นคนทำทั้งนั้น

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

 

                               เมืองใช้ผัวเฝ้าห้าง

รถฝ่าสายฝนจนมาถึงพิพิธภัณฑ์สารนาท พวกเราเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ค่าเข้าชมแค่ ๒ รูปี ถูกแสนถูก   ฉันรู้สึกเป็นสุขเมื่อได้เดินชมพิพิธภัณฑ์ตามประสาคนที่ผูกพันกับงานลักษณะนี้ พิพิธภัณฑ์ที่นี่มีโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมหลายชิ้น โดยเฉพาะพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา นั่งขัดสมาธิ ทำจากหินแกะสลัก ที่ได้รับการยกย่องจากสหประชาชาติว่าสวยงามที่สุดในโลกอันดับ ๑  ฉันเห็นด้วยว่าจริงที่สุดเพราะเป็นปฎิมากรรมที่มีพุทธศิลป์งดงามมาก ประติมากรช่างรังสรรค์เสียจริง ๆ ยังมีสิ่งล้ำค่าชวนดูอีกอย่างในพิพิธภัณฑ์คือ หัวเสาตราสิงห์ที่เป็นตราราชการแผ่นดินของอินเดีย เป็นรูปสิงโต ๔ ตัวหันหลังชนกัน  สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช และพระอวโลกิเตศวรในลัทธิมหายาน โบราณวัตถุเหล่านี้ ไม่สามารถถ่ายรูปได้ เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรบ้านเรา ที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพราะเป็นระบบการรักษาความปลอดภัยนั่นเอง

จากนั้นไปนมัสการมูลคันธกุฎี ที่พุทธเจ้าทรงจำพรรษาครั้งแรก ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน   ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกับพิพิธภัณฑ์สารนาถ ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย คณะ ฯ ได้สวดมนต์ และนั่งสมาธิ ณ ธัมเมกขสถูป ที่มีลักษณะทรงบาตรคว่ำก่อด้วยหินทราย เป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนา โดยมีพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นองค์แรก และยังเป็นสถานที่ที่เกิดขึ้นแห่งวันอาสาฬหบูชาในโลก   ฉันทอดตามองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกสงบนิ่งและเยือกเย็น

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

              บริเวณธัมเมกขสถูปกับการสวดมนต์เจริญจิตภาวนาสมาธิ

สักพักฉันเดินสำรวจโบราณสถานรอบ ๆ    และมานั่งรอคณะอยู่ด้านหน้าธัมเมกขสถูปกับลาวาและมาโนช  ผู้ช่วยไกด์ชาวอินเดีย นั่งพูดคุยซักถามเรื่องราวในอินเดียและเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคน ลาวาพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างดี เพราะเคยบวชเป็นสามเณรอยู่วัดไทยพุทธคยาหลายปี จนปัจจุบันก็ยังเป็นเด็กวัดอยู่ จึงสามารถช่วยงานพระและแม่ชีได้เป็นอย่างดีในการรับคณะ ฯ คนไทย ระหว่างนั่งรอก็มีบรรดาขอทานเดินมาทำตาละห้อยอยู่ข้าง ๆ รั้ว พวกเค้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาภายในเขตโบราณสถาน จึงได้แต่วนเวียนอยู่รอบนอก แต่นั่นก็หาทำให้พวกเค้าย่อท้อในการตามตื้อนักท่องเที่ยวไม่  โดยเฉพาะรานีและมหารานีที่มาจากเมืองไทย เพราะคงรู้กิตติศัพท์เรื่องคนไทยใจบุญนั่นเอง

ฉันหยอกล้อเล่นกับบรรดาขอทานด้วยการทำท่าเหมือนที่เค้าทำให้ฉันดู ปรากฎว่าเรียกเสียงหัวเราะได้คำใหญ่ ๆ  เพราะฉันคงทำท่าได้ดีกว่าเค้า (มั้ง) หรือไม่ก็ทำได้น่าเกลียดกว่าเป็นหลายเท่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ฉันคิดหาวิธีการเอาตัวรอดจากขอทานเหล่านั้นด้วยการทำท่าทางอย่างที่เขาทำ  บางครั้งก็ทำหน้าดุใส่   หรือไม่ก็วิ่งไปเกาะแขนมาโนชพร้อมร้องว่า help me please ๆ เพื่อให้มาโนชพูดจาภาษาเดียวกันว่าอย่ามารบกวนฉัน

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

                          สนามหญ้าบริเวณโบราณสถาน

จากนั้นฉันจึงเดินทอดน่องเอื่อย ๆ อย่างไม่เร่งร้อนเพราะมีเวลาท่ามกลางสายฝนพรำๆ ออกไปด้านนอกเพราะอยากกินมะม่วง ภาษาฮินดีเรียกมะม่วงว่า “อาม” (อันนี้ลาวากับมาโนชบอก) ขอบอกว่ามะม่วงที่อินเดียอร่อยมาก รสชาติหวานเนียน ๆ กินแล้วอยากกินอีก ราคาก็ไม่แพงกิโลละ ๒๐ – ๓๐ บาท มีวางขายอยู่ทั่วไป เมื่อได้มะม่วงมาสมใจอยากก็สอดส่ายสายตาหาของที่ระลึกที่มีวางขายเป็นแถว สินค้ายอดนิยมก็เห็นจะเป็นพระพุทธรูปดินเผาปางสารนาถหรือปางปฐมเทศนา ที่มีวางขายทุกร้าน คนขายก็เหมือน ๆ กับที่ผ่านมาที่คิดว่าตื้อเท่านั้นที่ครองโลก พากันมาเดินล้อมหน้าล้อมข้างแล้วมาล้อมหลัง ทำยังกะว่าฉันเป็นนางงามก็ไม่ปาน (อิอิ) ตอนแรกบอกราคาซะสูงลิบลิ่ว พอฉันทำไม่สนใจไปถามราคาร้านอื่น  คนขายคนนั้นก็มากระซิบกระซาบว่า ๑๐ รูปีก็ได้จากราคาเดิม ๕๐๐ รูปี เอากะเค้าสิ

   เมื่อฝ่าฝูงชนคนขอทานมาขึ้นรถ คนขายก็ยังไม่วายมายืนเข้าแถวกันหน้าสลอนอยู่ข้างรถเพื่อร้องขายและร้องขอ  ฉันหยิบยื่นลูกอมให้ไปบ้าง ที่กล้าให้เพราะขึ้นมานั่งบนรถแล้ว มีพรรคพวกเยอะคงไม่กล้าตามมารุมทึ้งบนรถแน่นอน จากนั้นคณะ ฯ ไปต่อที่เจาคันธีสถูป ซึ่งมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโมกุล แต่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาเหลือเพียงเนินดิน เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าพบปัญจวัคคีย์ครั้งแรกหลังจากตรัสรู้ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ ๗ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงว่า ครั้งเมื่อปัญจวัคคีย์หลีกหนีพระพุทธองค์ ด้วยสำคัญผิดเพราะมีมิจฉาทิฏฐิอย่างแรงกล้า ได้มาอาศัยอยู่ที่นี้ หลังจากทรงตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ทรงมีพระเมตตาเสด็จมาโปรดปัญจวัคคีย์ สันนิษฐานว่าพบกัน ณ ที่จุดนี้เป็นครั้งแรก และได้ทำความเข้าใจกันในเบื้องต้น มาถึงตรงนี้ฉันรู้สึกสงสารพระพุทธเจ้าขึ้นมาจับใจที่พระองค์ท่านใช้ความเพียรพยายามเป็นอย่างสูง หลังจากที่ตรัสรู้แล้วด้วยการเดินเท้าจากพุทธคยามายังเมืองพาราณสี เป็นระยะทาง ๒๐๐ กว่ากิโล คิดดูเถอะว่าขนาดเรานั่งรถกระดูกกระเดี้ยวแทบจะหักจนยำได้ แต่ในสมัยพุทธกาลจะไม่ลำบากหนักหนาสากรรจ์กว่านี้หรือ   ฉันรู้สึกบ่อน้ำตื้นขึ้นมาทันที

ฉันไม่ได้ลงไปดูเจาคันธีสถูป เพราะฝนตก รู้สึกชื้น ๆ และเห็นบรรดาขอทานมารอรับอยู่ตรงข้างรถ  เลยนั่งแจกลูกอมอยู่บนรถดีกว่า  คืนนี้พวกเราพักที่วัดไทยสารนาถ และทอดผ้าป่า  ตอนพลบค่ำฉันแอบย่องไปตีท้ายครัวของวัด  พบแม่ชีที่มาเรียนต่อระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี หาข้าวหาน้ำและมะม่วงให้ฉันกิน     รู้สึกซาบซึ้งในเมตตาจิตของแม่ชีเป็นที่ยิ่ง  ก่อนนอนฉันขอให้ อ.เอี่ยมนภาเล่าพุทธประวัติให้ฟังอีกเช่นเคย จนหลับไปตอนไหนก็ไม่ทราบ

วันที่ ๔ กค. ตื่นมาเวลา ๔ นาฬิกาของอินเดีย วันนี้มีทริปไปล่องคงคามหานที    ตื่นเต้นสุด ๆ กระวีกระวาดแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดขาวเหมือนเช่นทุกวัน ตั้งแต่มาอินเดียฉันปล่อยวางเรื่องการประทินโฉมไปเกือบหมด เรียกว่าขี้เกียจแม้กระทั่งจะหยิบแป้งมาแต่งหน้า มีความรู้สึกว่าไม่รู้จะทาจะแต่งไปทำไม อะไรที่ไม่ปรุงแต่งนี่ดีที่สุดแล้วเพราะสังคมบนรถคันนี้มาเพื่อลดละเลิกและปล่อยวางกันทั้งนั้น ไม่แปลกใจเลยว่าเมื่อจบทริปอินเดียหน้าฉันจึงกร้านดำไม่แตกต่างอะไรกับคนแถบนั้น เพราะเดินกลางแดดเปรี้ยง ๆ ถือร่มอยู่ในมือแต่ไม่นึกอยากจะกาง  แถมครีมกันด่งกันแดดก็ไม่นำพาซะอีก

รถเคลื่อนที่ไปสู่ท่าน้ำคงคาเมื่อเวลา ๕ นาฬิกา ฝนยังคงตกปรอย ๆ ทั้ง ๆ ที่ตกมาแล้วทั้งคืน ที่อินเดียนี่ไฟดับบ่อยมาก วัดที่พักก็เดี๋ยวดับเดี๋ยวติดอยู่อย่างนั้นเกือบทั้งคืน อาจเป็นพราะว่าทางวัดใช้เครื่องปั่นไฟเอง หรือไม่ก็คงเป็นมาตรการประหยัดน้ำมัน  รถมาจอดให้พวกเราลงไม่ไกลจากท่าน้ำมากนัก  แล้วจึงเดินขบวนตามพระอาจารย์ไปเป็นแถว ด้วยเป็นเวลาเช้าตรู่ร้านรวงจึงยังไม่เปิด ฉันเห็นคนที่ไม่มีบ้านซุกตัวนอนหลับอยู่แถวหน้าร้านหลายคน ฉันรีบละสายตาไปทางอื่น ก็คงไม่แตกต่างอะไรกับคนจรหมอนหมิ่นบ้านเราที่ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสให้ตัวเองได้แสวงหา มาอินเดียนี่คุ้มสุดคุ้มกับสิ่งที่ได้เห็นถือเป็นศูนย์รวมของความหลากหลายที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว  ก่อให้เกิดทัศนวิสัยของผู้ที่ได้พบเห็นแตกต่างกันออกไปตามต้นทุนทางความคิดของแต่ละคน

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

                      แม่ค้าขายมาลัย เส้นทางไปท่าน้ำคงคามหานที

รีบจ้ำอ้าวก้าวยาว ๆ ตามคณะไปเพราะเห็นคนเริ่มหนาตาขึ้น บนทางเท้ามีคนวางพวงมาลัยขายเป็นแถว คงเป็นเครื่องบูชาพระแม่คงคาเป็นแน่แท้ ระหว่างทางที่เดินลงไปสู่ท่าน้ำคงคาเห็นเจ้าพิธีกรรมต่าง ๆ กำลังปฏิบัติการ บางรายได้เชิญชวนให้เราร่วมพิธีกรรมด้วย แต่ฉันขอบาย เพราะกลัวไปไม่ทันขบวน และยังเห็นช่างตัดผมริมทางที่ตัดกันจะ ๆ แบบไม่ต้องอาศัยเก้าอี้เอนนอนแบบบ้านเรา นั่งหันหน้าเข้าหากันบนเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ (ภูเก็ตเรียก บั๋งกู๋ – ตรัง เรียก ดานม้า--ผู้เขียน) ตัดกันตรงนั้นแถมยังโกนหนวดกันเคราให้กันอีก ฉันเลยเรียกช่างเหล่านั้นว่าพ่อกัลบกริมทาง

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

                        คงคามหานที ศรัทธาแห่งฮินดูชน

 แต่อนิจจา...เมื่อมาถึงท่าคงคามหานที  การณ์กลับไม่เป็นไปดั่งหวัง ด้วยเหตุว่าฝนที่ตกมาทั้งคืนทำให้กระแสน้ำในแม่น้ำคงคาไหลเชี่ยวกราก และหมุนวน หัวหน้าคณะทัวร์กลัวจะเกิดอันตรายกับพวกเราจึงไม่อนุญาตให้ลงเรือไปล่องแม่น้ำคงคา คงได้แต่เก็บเกี่ยวภาพแห่งความทรงจำเอาไว้แค่บนบกเท่านั้นเอง 

ฉันซื้อกระทงดอกกุหลาบจากเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาในราคา ๑๐ รูปี ด้วยว่าคุณเธอตามล่าตามล้างฉันเหลือเกิน เมื่อได้กระทงฉันก็จุดเทียน พยายามอยู่หลายครั้งแต่ด้วยลมที่พัดมาปะทะทำให้เทียนดับอยู่ร่ำไป ฉันเลยตัดสินใจลอยไปทั้ง ๆ ที่เทียนไม่ติดนั่นแหละ ขณะที่หย่อนกระทงลงน้ำก็ได้อธิษฐานจิตว่าขอให้ฉันได้มีโอกาสมาเยือนอินเดียอีก....ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ ประมาณว่าสิ่งที่ฝันได้เป็นจริงแล้ว

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

 

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

  กระทงคงไม่หลงทางที่ท่าน้ำคงคา../ท่ากรีดกรายนิ้วฉันดีแท้ (กรั๊กๆ)

 เมื่อสมควรแก่เวลาคณะ ฯ ก็เดินทางกลับ ฉันเห็นคนมารออาบน้ำจากแม่น้ำคงคาทั้งผู้หญิงผู้ชาย เด็กและคนสูงวัย คนอินเดียเชื่อกันว่าแม่น้ำคงคาจะสามารถชำระบาปได้ และเป็นที่อยู่ของเทพเจ้า   เหมือนดังคำกล่าวที่ฉันเคยอ่านพบว่า “เมื่อศรัทธาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องค้นคว้าหาคำตอบ” ฉันจากลาท่าน้ำคงคามาพร้อมคำถามในใจว่า “เมืองนี้วุ่นวายจริงหนอ”

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

                                      ศรัทธามหาชน

กลับมากินข้าวเช้าที่วัด อาหารอร่อยทุกมื้อเพราะคนทำเป็นแม่ชีไทย  ก่อนกลับฉันเดินตัวปลิวไปหน้าวัดเพราะหมายตาร้านขายผ้ากาสีไว้ตั้งแต่เมื่อวาน  มาเมืองพาราณสีสิ่งที่ขึ้นชื่อนอกจากแม่น้ำคงคาแล้ว ผ้ากาสีก็ติดอันดับต้น ๆ ของการสรรหาไว้คู่กับตัว  ร้านยังไม่เปิดทำการ แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นแรงปรารถนาของฉันได้ ทั้เพราะทั้งเคาะประตูร้าน ทั้งเรียกหา  จนคนขายต้องลุกมาเปิดร้านด้วยอาการงง ๆ   โห...เมื่อเปิดไฟในร้านดูอะไรจะงดงามได้ปานนี้  ทั้งผ้าพันคอ ทั้งส่าหรี ละลานตระการตาที่สุดเท่าที่เคยพบมา อ.ปู่และอ.เอี่ยมนภาตามมาสมทบ  ฉันคว้ามาได้ ๓ ผืน เป็นผ้าพันคอผืนบางเบา   ด้วยเวลาที่เร่งรีบ อ.ปู่และอ.เอี่ยม คว้าผ้ากาสียาว ๖ หลาได้คนละผืน ต่อรองได้ผืนละ ๘๐๐ บาท จากราคาขายผืนละ ๑,๒๐๐ บาท จะถูกหรือแพงในวินาทีนั้นไม่สนแล้ว เพราะอยากได้และรถกำลังจะเคลื่อนที่ ฉันเอากะเค้ามั่งเพราะอยากได้ไว้ประจำบ้าน หิ้วขึ้นมาบนรถผู้คนฮือฮาด้วยว่าฉันเลือกสีผ้าได้ถูกใจผู้สูงวัย (อิอิ) ยังเสียดายอยู่จนบัดนี้ว่า ทำไมฉันถึงไม่เลือกซื้อผ้าคลุมไหล่หรือผ้าพันคอมาสัก ๒๐ หรือ ๓๐ ผืนเพื่อแจกจ่ายญาติมิตร ??? (คำถามที่ไม่อยากหาคำตอบเพราะรู้ดีว่าอัฐน้อยนั่นเอง  ) ในวันนี้จากลาพาราณสีมาด้วยความอาลัยหา...หวังไว้ว่าเมื่อบุญพาวาสนาส่งฉันจะได้กลับมายังคงคามหานทีอีกครา.บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา

                           ร้านขายผ้ากาสีหน้าวัดไทยสารนาถ

 

 

     Share

<< อรุณรุ่งที่พุทธคยาเยือนแดนดินถิ่นองคุลีมาล >>

Posted on Tue 14 Sep 2010 9:47
แวะมาดูแพะนอนกอดกัน อิอิ

อุ๊ยเลขเบิ้ล 4477
ตะกี้ไปไดพี่ต๋อยก็ 6996
น้องอ้อย   
Thu 7 Aug 2008 10:11 [6]

ตอบน้องหล้า ค่าเทอมถูกกว่าคงจริง เพราะค่าเงินรูปีของเค้าจะถูกกว่าเงินบ้านเรา เวลาซื้อของเค้าจะขอเงินไทยมากกว่าเงินรูปีจ้า และค่าใช้จ่ายที่อินเดียถูกกว่าบ้านเรามากมาย พี่ยังตะหงิด ๆ อยากไปเรียนด๊อก...จังเลย แต่..แก่แล้วกลัวขี้เกียจอ่ะ 55
จขด.   
Mon 28 Jul 2008 20:55 [5]

ตอบน้องแบด อันนี้พี่ก็จนด้วยเกล้าจริงๆจ้าเพราะที่พี่อ่านในหนังสือ นานนี่พี่เข้าใจว่าคือจาปาตี แต่คณะที่พี่ไปนี่เค้าเรียกแป้งแบบในไดอารี่พี่ว่า จาปาตีจ้า ภาษาถิ่นของอินเดียนี่เยอะมากๆ แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น
จขด.   
Sun 27 Jul 2008 6:49 [4]

ตอบน้องอ้อย น้ำที่นั่นคนที่ศรัทธามาก ๆ ก็จะดิ่มกินเป็นเรื่องธรรมดา เราดูว่าน่าจะสยดสยอง แต่เค้านี่เหมือนด้มน้ำทิพย์เลยแหละ
จขด.   
Sat 26 Jul 2008 16:22 [3]

หนูเพิ่งจะรู้นะคะนี่ว่าเมืองพาราณสีเปลี่ยนชื่อแล้วฟังดูเป็นอินเตอร์ดีนะคะบานารัส

คนขับกินและดื่ม หนูเคยดูในทีวี(ที่บอกวันก่อนหนะค่ะ) ภาพทำแป้งก็เหมือนเคยดูค่ะ เค้าเอามือยัด ๆ ไปในไหเหมือนเตาอบเลยนะคะ
แกะ (หรือแพะนะคะ) คงจะเกลื่อนกลาดเยอะเลยนะคะ


เสียดายนะคะที่เค้าไม่ถ่ายทอด(เป็นภาพ) ให้เห็นปฏิมากรรม (พิมพ์ถูกมั้ยค่ะนี่) ที่สวยงาม

บั่งกู๋คือเก้าอีกตัวเล็กๆใช่ป่าวค่ะ ของพี่เรียกดานม้า บ้านหนูเรียกตั่ง บางที่ก็เรียกก้อม(แล้วแต่ขนาดอีกค่ะ)

หนูจะถามว่า แม่น้ำ(น้ำ)นี้เค้าดื่มกันป่าวค่ะพี่ เพราะความเชื่อ เหมือนเคยได้ยินมา (((แหม...กรีดนิ้วซ้ซซซซา เอาอะไรใส่ลงไปในกระทงค่ะพี่พิม)

แหม่ น่าจะให้แม่พาพ่อไปอยู่ที่นั่น พ่อจะเฝ้าร้านคนเดียว ฮ่าๆๆ (ล้อเล่นค่ะ)

น้องอ้อย   
Sat 26 Jul 2008 12:19 [2]

ตอบน้องปุ้ย กัลบกแปลว่าช่างตัดผมจ้า ส่วนกาสี เป็นผ้าไหมที่ขึ้นชื่อและสวยงามมาก เนื้อบางเบา เป็นเทคนิคการทอเส้นไหมสลับกับเส้นเงินผ้ากาสีผลิตที่เมืองพาราณสี
จขด.   
Sat 26 Jul 2008 6:52 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh