ลองขยับไดฯ
แอบทิ้งหัวใจ...ไว้ที่อินเดีย(ภาคจบ)
แอบทิ้งหัวใจ...ไว้ที่อินเดีย
อรุณสวัสดิ์เบญจคีรีนคร
ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร
สนธยา ณ ไพศาลี
หยดน้ำตา ณ สาลวโนทยาน
ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก
เยือนแดนดินถิ่นองคุลีมาล
บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา
อรุณรุ่งที่พุทธคยา
ก้าวแรกที่โกลกัตตา
ปฐมเหตของการเดินทาง
รายงานการเดินทาง
เดินทางอีกแล้ว...
คืนวันอันวุ่นวายภาคสอง
คืนวันอันวุ่นวาย
ลองทำดู
ศุกร์/สุข?
รวมเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์
วันเกิด
นิทรรศการของจิ๋ว
ลาป่วย
จองไว้ก่อน
เมื่อฉันกลับบ้าน
ต๋อย
แม่น้องธัย
2 ผัก






 

อรุณสวัสดิ์...เช้าวันอังคารที่ ๘ กรกฏ   วันนี้ตื่นมารู้สึกได้ถึงความไม่กระชุ่มกระชวยของร่างกายและจิตใจ  อันเกิดจากอากาศร้อนเมื่อคืน  ทำให้นอนไม่เต็มอิ่ม  มีมึนหัวเล็ก ๆ แต่เมื่อได้อาบน้ำก็ค่อยดีขึ้น    เก็บกระเป๋าเสร็จ     แต่ยังไม่ถึงเวลากินข้าวเช้า      เลยออกมาเดินชมนกชมไม้  ระหว่างทางเจอพี่ผู้หญิงที่ร่วมคณะมาด้วยกัน  ผวาเข้ามาหา  มาถึงพี่ท่านก็แพล่ม เอ๊ย พล่าม เอ๊ย  ระบายอารมณ์มากกว่า  ว่าเมื่อคืนจะเกิดกลียุคเพราะไม่มีพัดลมใช้ ไฟดับทั้งคืน นอนไม่หลับ หงุดหงิดหัวใจ  สารพัดสารพันที่พี่แกจะสรรหามาเล่า  ตอนแรกฉันก็ฟังพี่แกดีอยู่หรอก แต่เห็นพี่แกเดินไปบ่นไปไม่หยุด   เลยบอกว่า ทุกคนก็ร้อนเหมือนกันหมด  ดูท่าแกจะไม่เข้าใจ  และยังไม่คลายจากโทโส เดินบ่นต่อไปอีกยาวเป็นขบวนรถไฟสายกรุงเทพ – สุไหงโก -ลก    ทำเอาฉันรู้สึกจิ๊ด ๆ ขึ้นมาในสมอง  เลยตัดบทไปด้วยหน้าตาและน้ำเสียงที่ใสซื่อว่า “แล้วพี่จะบ่นไปไย ในเมื่อพี่มาทำบุญไม่ใช่หรือ?”  ทำเอาพี่แก เอ๋อ  กินไปชั่วลัดนิ้วมือเดียว ด้วยคงนึกไม่ทันว่าฉันจะใช้วาจาเป็นอาวุธประหัตประหารเช่นนี้  พี่แกจึงหันมามองฉันด้วยสายตาฉงนสนเท่ห์ ว่ายายนี่สงสัยจะไร้อารมณ์  ไร้แล้วซึ่งความรู้สึก หรือจะรู้ทันว่าฉันแอบชื่นชมแบบผู้ดี๊ผู้ดี  (ฮาฮา) ฉันขอแยกทางกับพี่เค้าตรงนั้น  เพราะกลัวพายุอารมณ์ที่ยังไม่สงบ งานนี้จึงขออ้างอิงคำของท่าน ว.วชิรเมธี มาใช้กับพี่แกหน่อยว่า “ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น”

             สนธยา ณ ไพศาลี

                                     มณฑปพระมหาธาตุเฉลิมราชย์ศรัทธา

เดินลัดเลาะเลี้ยวไปทางด้านข้างอุโบสถวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  เห็นมณฑปพระบรมสารีริกธาตุ   ที่ในหลวงทรงพระราชทานนามว่า พระมหาธาตุเฉลิมราชย์ศรัทธา สวยงามสะดุดตาด้วยลีลาลวดลายไทยที่อ่อนช้อย เจดีย์ทรงระฆังคว่ำขนาดเล็กรายล้อมรอบฐานเจดีย์องค์ใหญ่  ลักษณะสถาปัตยกรรมคล้ายพระบรมธาตุไชยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ฉันไม่ได้ขึ้นไปดูข้างใน   จึงเดินต่อไปออกที่ประตูด้านหน้ากุสินาราคลินิก  เจออ.ฤดีและอ.ปู่ ฉันอยากรู้เรื่องประวัติหมอชีวกโกมารภัจจ์    ซึ่งมีรูปปั้นอยู่ ณ บริเวณนั้น  จึงเนียน ๆ เข้าร่วมวงสนทนาขอความรู้เรื่องหมอชีวก จากอาจารย์ทั้งสองท่าน เมื่อได้คุยกับนักวิชาการระดับมือพระกาฬทั้งสองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต่อมกระหายความรู้ของฉันเริ่มทำงานอย่างเป็นระบบ  ด้วยสัญชาติญาณของความเป็นครูที่ดี  ทั้งสองท่านให้สาระกับฉันอย่างไม่ปิดบังอำพราง  นับเป็นมงคลยิ่งของเช้านี้ที่ได้รับความรู้เรียกน้ำย่อยก่อนอาหารเช้า   

      สนธยา ณ ไพศาลี

                                     รูปปั้นหมอชีวกโกมารภัจจ์ 

ขอสรุปสาระเรื่องหมอชีวกที่ได้รับฟังมาดังนี้ หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นลูกของหญิงงามเมือง (โสเภณี)  ในเมืองไพศาลี  ที่เกิดตั้งท้องขึ้นมา แต่ไม่กล้าทำแท้ง รอจนคลอด จึงนำเด็กทารกไปทิ้งที่กองขยะ จนเจ้าฟ้าอภัยโอรสของพระเจ้าพิมพิสารไปพบ  ได้เก็บมาเลี้ยงเพราะความสงสาร และตั้งชื่อให้ว่า   ”ชีวกโกมารภัจจ์  หมายถึง ผู้ยังมีชีวิตรอดมาได้ “  ในสมัยพุทธกาลเป็นแพทย์ผู้มีชื่อเสียงมาก   สำเร็จการศึกษาวิชาแพทย์จากสำนักตักศิลา ได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าพิมพิสาร แห่งเมืองมคธ  ให้ดำรงตำแหน่งแพทย์หลวงประจำพระราชสำนัก จนได้ถวายการรักษาพระโรคขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเกิดศรัทธาและถวายตัวเป็นแพทย์ประจำพระองค์  ปรุงพระโอสถถวายทุกครั้งที่ทรงพระประชวร และยังได้ถวายสวนมะม่วงอันเป็นสมบัติส่วนตัวให้เป็นอารามที่ประทับประจำของพระพุทธเจ้าอีกด้วย ตลอดชีวิตได้บำเพ็ญแต่คุณงามความดี ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นเอตทัคคะในทางเป็นที่รักของปวงชน  นี่คือสิ่งที่ฉันได้รับรู้ในเช้าวันนี้

ก่อนจะแยกย้ายกันไปกินอาหารเช้า ฉันแวะไปยืนสงบนิ่งหน้ารูปปั้นของท่านชีวกโกมารภัจจ์   เพื่อส่งใจระลึกถึงท่าน จากเรื่องเล่าเช้านี้ทำให้ฉันได้ข้อคิดที่โดนใจข้อใหญ่ว่า “คนเราจะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวกระทำ จะสูงจะต่ำอยู่ที่ทำตัว  ชาติกำเนิดไม่ใช่เครื่องตัดสินว่าคนคนนั้นจะดีหรือร้ายปานใด  การกระทำในปัจจุบันต่างหากที่บ่งบอกว่าคนเราก้าวล่วงพ้นชาติกำเนิดมาได้มากน้อยแค่ไหน...”

เสร็จอาหารเช้าคณะขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองเวสาลี หรือเมืองไพศาลี หรืออีกชื่อคือ เมืองไวสาลี  ฟังชื่อแล้วรู้สึกชอบ  เพราะดูกว้างใหญ่ไพศาลมาก  แล้วทำไมคณะของเราต้องไปที่เมืองไพศาลี ทั้ง ๆ ที่ได้เสร็จสิ้นการสักการะสังเวชนียสถานครบทั้ง ๔ ตำบลไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เหตุผลที่ไม่ควรพลาดการไปเยือนเมืองนี้ เพราะเป็นที่ทรงจำพรรษาสุดท้ายของพระพุทธเจ้า เมื่อได้เสด็จผ่านเมืองเวสาลีหรือไพศาลี ของแคว้นวัชชี   และได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า “อีกสามเดือนจากนี้ไป ตถาคตจะดับขันธปรินิพพาน”   เป็นคำตรัสที่หมายถึงการปลงพระชนมายุสังขาร (เป็นการกำหนดว่าจะปรินิพพานของพระองค์)  หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จดำเนินต่อไปยังเมืองกุสินารา ซึ่งเป็นที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน  และเมืองไพศาลียังมีความสำคัญในฐานะเป็นสถานที่กำเนิดปฐมภิกษุณีรูปแรก มีสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอานันทเจดีย์ และเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชที่สมบูรณ์ที่สุด ด้วยเหตุทั้งปวงที่กล่าวมาฉันว่ามีคุณค่าเกินกว่าที่จะไม่ไปเยือน

ระหว่างที่รถวิ่งไปตามเส้นทาง  ฉันร้องขอให้อ.ปู่เล่าเรื่องกามนิตภาคพื้นดิน   เพราะระยะทางและเวลาในการนั่งรถพอสมควรแก่กาล   ซึ่งท่านก็ทำให้สมาชิกในรถไม่ผิดหวังเพราะเล่าได้อย่างมีอรรถรสมาก  ตามสไตส์อ.ปู่ที่รู้หมดจนหยดสุดท้ายของงานวิชาการ  ฉันผู้ห่างเหินกับวรรณคดีเรื่องกามนิตมานาน   จึงถือโอกาสนี้ฟังเรื่องราวเพื่อรื้อฟื้นความจำไปพร้อมกับคนอื่น ๆ ในรถ   ฉันชอบฟังเรื่องกามนิตมาก   เพราะเรื่องกามนิตเป็นวรรณกรรมประเภทนวนิยายอิงพระพุทธศาสนาที่ควรค่าในการหาอ่าน   

เมื่ออ.ปู่เล่าจบ จึงขอให้เล่าเรื่องวาสิฏฐีภาคสวรรค์ต่อ  เพราะรู้สึกเพลินจนไม่หิวข้าวหิวน้ำ  แต่อ.ปู่ ไม่ยอมเล่า  แถมยังพูดจาให้ได้ฮากันอีกว่า “พูดมาก็นานสองนาน บัดนี้ได้ยึดไมค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว      เพราะเจ้าของไมค์เสมือนว่าจะไม่ยินดียินร้ายที่จะเอาไมค์คืน”   ร้อนถึงท่านพระอาจารย์จูมต้องลุกขึ้นมาแถลงตอบข้อกล่าวหานั้นว่า .....”นั่งไม่ติดเพราะอาสนะร้อนที่คุณโยมเอ่ยวาจาอย่างนี้”    ทำเอาฉันฮาจนน้ำตาร่วง   เป็นความสุขที่ใกล้ตัวจริง ๆ  สุขที่จับต้องได้ สุขที่ไม่ต้องปรุงแต่ง อยากจะให้สองท่านเปิดเวทีวาทะวาทีกันซะจริง ๆ เพราะต่างก็มีมุมที่โดดเด่นเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว ลูกล่อลูกชนไม่ต้องพูดถึง มัคคุเทศก์ระดับมืออาชีพควรขอเทคนิคไปใช้ ที่กล้าพูดอย่างนี้เพราะฉันมีประสบการณ์ที่ได้ร่ำเรียนในสาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  เป็นลูกศิษย์ อ.ปู่ ในรายวิชาหลักการมัคคุเทศก์ ที่โดนเคี่ยวซะเกือบเปื่อย  แต่ผลดีที่ได้รับมากเกินกว่าจะพรรณนาโวหาร เพราะสามารถใช้ทำมาหากินได้จนทุกวันนี้  ถึงแม้จะเปลี่ยนสายงานมาเป็นนักวิชาการแล้วก็ตาม  งานมัคคุเทศก์ซึ่งเป็นรากเหง้าของตัวเองก็ยังได้ใช้อยู่ไม่เว้นแต่ละวัน   และในการเดินทางไกลเช่นนี้ต้องได้มัคคุเทศก์ที่เป็นมืออาชีพจริง ๆ จึงจะทำให้การเดินทางไม่รู้สึกน่าเบื่อหน่ายเหมือนที่คณะของเราได้รับอยู่ในขณะนี้

สนธยา ณ ไพศาลี

                ตลาดแลกเปลี่ยนวัวระหว่างทางที่ผ่าน

สนธยา ณ ไพศาลี

 

            รถวิ่งผ่านบ้านเมืองเหมือนเช่นทุกวัน  เห็นบ้านเรือนที่เริ่มชินตาตลอดสองข้างทาง  รวมถึงท้องทุ่งนาข้าวสาลีเขียวขจีกว้างใหญ่ไพศาลสมกับชื่อเมือง   การเดินทางวันนี้มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้นมาก ๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาเห็น  นั่นคือตลาดแลกเปลี่ยนวัว   วัวทั้งนั้น  วัวเยอะมาก ทั้งคนทั้งวัว มองดูคล้ายการเปรียบเทียบวัวไว้ชนแถวภาคใต้หรือเปล่า ? (ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจ)  พระอาจารย์จูมบอกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนวัวโดยความพึงพอใจของผู้เป็นเจ้าของ เมื่อแลกแล้วจะเอาไปทำอะไรต่อก็สุดแล้วแต่เจ้าของเช่นกัน  ฉันตื่นเต้นเหมือนเด็ก ๆ ที่เห็นของเล่นถูกใจ  พร่ำแต่ร้องว่าโอ้โห  โอ้โห ไปตลอดเส้นทางตลาดแลกเปลี่ยนวัวอยู่นั่นแหละ

            กินข้าวเที่ยงบนรถเสร็จ ก็ออกเดินทางต่อ จุดหมายปลายทางข้างหน้าคือ ป่ามหาวัน รถเคลื่อนเข้าเขตเมืองไพศาลี  เมืองดูเหงา ๆ ไม่ค่อยคึกคัก สองข้างทางจะเห็นกสิกรทำกสิกรรมไปเกือบตลอดเส้นทาง ฉันเห็นแทบทุกบ้านจะมีที่เก็บเศษฟางและหญ้า  สานด้วยไม้ไผ่  มีรูปทรงคล้ายลอมฟางบ้านเรา  

             รถวิ่งเข้าสู่เขตป่ามหาวันก็จอดให้สมาชิกลง ฟังจากที่พระอาจารย์จูมและพระอาจารย์แกะเล่าว่า ป่ามหาวันแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่พระนางมหาปชาบดี ผู้เป็นพระเจ้าน้าขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยเจ้าหญิงศากิยะ ๕๐๐ องค์ ทูลขอบวชเป็นภิกษุณี  ก็สำคัญอยู่ไม่น้อย 

                   สนธยา ณ ไพศาลี

                       ภายในป่ามหาวัน/สถูปพระอานนท์/เสาพระเจ้าอโศกมหาราช/หัวสิงห์

                     สนธยา ณ ไพศาลี

           อากาศร้อนใช่เล่น ทำเอาเหงื่อตกไปตามกัน ดีว่าได้ร่มมาประทังให้คลายร้อนไปได้บ้าง   ฉันแยกวงมาคนเดียวเพื่อสำรวจโบราณสถาน เห็นเสาพระเจ้าอโศกหันหน้าไปทางทิศเหนือ ยืนสง่าท้าแดดลมฝนให้ผู้คนได้ชื่นชม เป็นเสาหินทรายขัดมัน ตรงหัวเสาแกะเป็นรูปสิงห์ทั้งตัว สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ชาวคณะเดินไปหยุดสวดมนตร์บริเวณสถูปพระอานนท์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระอานนท์ 

          หลังจากที่เดินสำรวจจนทั่วก็เดินมาสมทบกับคณะ  พอคณะเริ่มนั่งสมาธิฉันก็เริ่มปฏิบัติการถอยหลังออกไปทีละน้อย  ค่อย ๆ ย่องออกไป     เพราะไม่อยากรบกวนห้วงภวังค์ของผู้ใด   เดินมาเรื่อย ๆ นึกขำตัวเองอยู่เหมือนกันที่ทำตัวยังกะแมวขโมย  เหลียวซ้ายแลขวา พอไม่มีใครเห็นก็วิ่งปรู๊ดมาถึงหน้าประตูทางเข้าป่ามหาวัน  มาหยุดที่รถทัวร์ มีเด็ก ๆ มายืนรอกันหลายคน ซึ่งในเวลาต่อมาก็เพิ่มปริมาณมากขึ้น ๆ   ฉันนึกสนุกเลยคุยเล่นกับเด็ก  ๆ   โดยมีกระเป๋ารถร่วมวงด้วย    ฉันสอนให้เด็ก ๆ ร้องเพลงไทยพร้อมท่าทาง   เด็ก ๆ  ชอบใจ ร้องตามทำตาม พยายามเปล่งเสียงตามที่ฉันสอน  เด็กบางคนไปเชิญชวนสมาชิกมาทั้งตระกูล  เพื่อมาดูฉันเล่นตลก   ทั้งแม่ ป้า  ยาย แถมมีตาตามมาด้วย มาล้อมวงนั่งกันอย่างเป็นระเบียบ และไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะขออะไรจากฉัน  ฉันถามเด็ก ๆ ว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน  เด็กตอบว่าโรงเรียนหมดเวลาสอน  พวกเค้าขอปากกาเพื่อใช้เขียนหนังสือ  ฉันรู้สึกสะท้อนใจที่ไม่สามารถนิรมิตปากกาให้ได้   ในใจอยากให้ปากกากับทุกคน  เพราะคิดว่าการให้ปากกาเสมือนหนึ่งเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้พวกเค้า เมื่อเค้าได้รับการศึกษาจะทำให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง (วิญญาณครูเริ่มสิงสถิตอีกแล้ว)

             สนธยา ณ ไพศาลี

                                            กลุ่มเด็ก ๆ ที่มาเล่น/ร้องรำทำเพลงไทย

         จากนั้น  คณะเดินทางต่อไปยังปาวาละเจดีย์  หรือสารีริกธาตุพระสถูปเจดีย์  เป็นสถูปโบราณขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ เมตร  หลังคามุงด้วยสังกะสีคล้ายศาลาแปดเหลี่ยม ล้อมรอบฐานเจดีย์โบราณ   ซึ่งได้รับการขุดค้นจากกองโบราณคดีของรัฐบาล  และนักโบราณคดีได้ยืนยันว่าเป็นสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขอแบ่งมาจากกุสินารา และจากสถูปอีก ๗ แห่ง อัญเชิญมาบรรจุไว้ในสมัยเดียวกันกับเมืองราชคฤห์ของพระเจ้าอชาตศัตรู     ฉันเดินออกมาหาน้ำดื่ม เพราะคอแห้ง ไปเจอร้านเล็ก ๆ ข้างทางขายการัมจาย ร้านสะอาดมาก ฉันฝากมาโนชซื้อแป๊บซี่ ระหว่างนั่งรอ ได้ยินเสียงประโคมดนตรีอยู่ไม่ไกลจากที่นั่ง เลยชวนคนขับรถเดินไปดู พบว่าเป็นพิธีแต่งงาน แต่ไม่ได้เข้าไปดูด้านใน  คณะสวดมนตร์เสร็จ เดินออกมายังรถที่จอดอยู่ข้าง ๆ สระน้ำขนาดใหญ่กว้างประมาณ ๕๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๒๐๐ เมตร  เล่ากันว่าเป็นสระน้ำของเจ้าลิจฉวี

                         สนธยา ณ ไพศาลี

                                         ปาวาละเจดีย์  หรือสารีริกธาตุพระสถูปเจดีย์ 

            เมื่อกลับมาถึงวัดไทยเวสาลี  ฉันและ อ.ปู่ ขอติดตามแม่ชีอรัญญา และลาวา ไปตลาดด้วย  โดยมีโชตูเป็นคนขับรถตาต้าซูโม่ (ลักษณะใกล้เคียงรถจี๊ปอีซูซูคาริบเบี้ยนบ้านเรา)  ไปถึงตลาด ช่วยแม่ชีเลือกซื้อผักผลไม้ไปทำอาหารของวันพรุ่งนี้  ตลาดนัดเป็นแบบขายของแบกะดิน ของขายวางไว้ระเกะระกะคลุกฝุ่น  ขณะที่เลือกซื้อผักผลไม้เห็นคนมุงดูอะไรเป็นกลุ่มใหญ่ พร้อมได้ยินเสียงดนตรีประโคมมาใกล้ ๆ   ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปดู เห็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยอาภรณ์สีสันจัดจ้าทำพิธีอยู่บริเวณบ่อน้ำ     ฉันแทรกตัวเข้าไปดูใกล้ ๆ  เห็นกำลังบูชาก้อนหินก้อนหนึ่ง  ผู้หญิงคนนั้นทำความเคารพด้วยการแตะที่ก้อนหินแล้วเอามาแตะที่หน้าอก  ฉันทำหน้าแบบตั้งคำถามพร้อมชี้ไปที่พิธี  ผู้หญิงข้าง ๆ ตอบฉันมาเป็นภาษาฮินดีประกอบกับภาษามือ  ซึ่งฉันสามารถคาดเดาได้ทันทีว่า ผู้หญิงคนนั้นกำลังเข้าพิธีแต่งงานจึงมาสักการะเทพเจ้า

                    สนธยา ณ ไพศาลี

                                 บรรยากาศตลาดยามสนธยา ณ เมืองไพศาลี

                    สนธยา ณ ไพศาลี

                              บรรยากาศเดียวกันแต่จะอารมณ์ไหนบรรยายเองนะ

            เดินดูของสักพักก็ขึ้นรถไปตลาดอีกที่หนึ่งเมื่อใกล้สนธยา เพราะแม่ชีอรัญญายังได้ของไม่ครบ ฉันให้เงินลาวาไปซื้อการ์ดโทรศัพท์เพื่อโทรกลับเมืองไทย  ด้วยรู้สึกว้าวุ่นกับเหตุการณ์ทางเมืองไทยที่ตามมารบกวนจิตใจตั้งแต่เมื่อวานและยังไม่ยอมย่อยสลายไปจากใจ ความรู้สึกในใจยามนี้หม่นมัวเหมือนสนธยา ณ ไพศาลี ซะจริง ๆ  ย้อนกลับมาทบทวนถึงสิ่งที่ทำให้เศร้าหมองก็เข้าข้างตัวเองว่าได้ทำทุกอย่างตามสิทธิและระเบียบทุกประการ  แต่นายคงหวังดีไม่อยากให้ลามากไป (หรือนายไม่ได้รักเราหว่า?)  เรื่องเลยค้างคาใจตามมาถึงอินเดีย  เมื่อฉันต่อสายถึงคนที่จะช่วยให้อรุณรุ่งของพรุ่งนี้สดใส  พลันที่ได้ยินเสียงปลายสายสื่อถึงพลังความรับผิดชอบกับภาระกิจที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี  ทำให้ใจฉันค่อยชื้นขึ้นมาเล็กน้อย  แต่ขณะเดียวกันก็ยังแอบกังวลเล็ก ๆ อยู่ไม่หาย (ขอชื่นชมศิษย์รักไว้ ณ ที่นี้ว่าช่างเป็นอภิชาตศิษย์จริง ๆ )

            คืนนี้พักที่วัดไทยเวสาลี ตั้งอยู่กลางทุ่งนา  บรรยากาศชวนให้คิดถึงบ้าน  รู้สึกเหงาเล็ก ๆ เมื่อทอดสายตามองเห็นผืนนาเป็นทิวแถวยาวไกล ยามอาทิตย์อัสดง ฉันได้นอนชั้น ๒ กับอ.เอี่ยมนภาและแม่ชีอาจารียา  คณะไปทอดผ้าป่า ตัวฉันทำการบ้านด้วยการอ่านหนังสือที่เอาติดมา อ่านเพลิน  จนอ.เอี่ยมนภาตามให้ไปดื่มอะไรร้อน  ๆ  จึงได้ยุรยาตรออกจากห้อง เมื่อลงมาชั้นล่าง  ได้รู้ว่า อ.ปู่ ไม่มีห้องนอน แม่ชีบุญเรืองจึงให้นอนห้องโถงชั้นล่างที่กว้างใหญ่ไพศาลีสมกับชื่อเมืองเพียงคนเดียว  ฉันกลับขึ้นห้องมาอ่านหนังสืออยู่ครู่หนึ่งไฟก็ดับ  เซ็งจิตเล็ก ๆ เลยปิดหนังสือล้มตัวลงนอน  ไฟก็ติดขึ้นมาอีก   แต่เราสามคนพร้อมใจกันนอน  เพราะพรุ่งนี้หนทางข้างหน้ายังมีอีกยาวไกล....   ฉันหลับไปกับความว้าวุ่นลึก ๆ ของใจ.........ที่ยังไม่สามารถสลัดได้..กับเหตุการณ์ของพรุ่งนี้ที่เมืองไทย...

     Share

<< หยดน้ำตา ณ สาลวโนทยานตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร >>

Posted on Sun 31 Aug 2008 7:03
ต้องชำระเงินค่าพื้นที่ก่อนค่ะ ถึงจะอัพไดได้ ลืมดูไปว่าที่ชำระเงินไว้นะหมดต้งหลายวันแล้วววว พรุ่งนี้จะไปดำเนินการจ้า
จขด.   
Wed 24 Sep 2008 20:49 [14]

วันก่อนหนูกลับมาอ่าน แต่ไม่ได้เมนท์ค่ะพี่พิม

ว่าจะบอกว่า ปีที่แล้วที่โรงรียน คิดจะเด็กสอนร้องเพลงไทย แต่ก็ไม่ได้สอนค่ะ อ่าๆๆ

ไว้รอฉลับหน้าค่ะ
น้องอ้อย...คิดถึงนะคะ   
Thu 11 Sep 2008 9:19 [13]

พี่น้องและผองเพื่อนกำลังปั่นต้นฉบับเรื่องอินเดียตอนต่อไปอยู่ คงเก็บตัวสักระยะ เพื่อหาข้อมูล เสร็จเมื่อใดจะไปเยือนท่านถึงประตูห้อง จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน อิอิ
จขด.   
Sat 6 Sep 2008 8:55 [12]

อาทิตย์หน้าก้อจะไปตะลอนทัวร์ใกล้ ๆ กรุงเทพนี่แว้วว


ปล.เรื่องกินท่าทางจะไม่หยุดตะเวนได้ง่าย ๆ ดูหุ่นปุ้ยซะก่องจิ 555
ปลากระป๋อง   
Wed 3 Sep 2008 21:34 [11]

ไปด้วยกันไหมนันท์ ไปล้างสมองพี่ต๋อยให้ไปด้วยดิ ..
จขด.   
Wed 3 Sep 2008 9:41 [10]

อยากไปบ้างจัง
นันท์   
Wed 3 Sep 2008 9:23 [9]

ขยายคำศัพท์ -- เอตทัคคะ หมายถึง
ตำแหน่งที่พระพุทธเจ้ายกย่องพุทธสาวก ว่า เป็นผู้ยอดเยี่ยมในทางใดทางใดหนึ่ง เป็นผู้ประเสริฐสุด ตำแหน่ง เอตทัคคะ นี้ ย่อมได้โดย เหตุ 4 ประการคือ

1.โดยเหตุเกิดเรื่อง (อัตถุปปัตติโต) คือ ได้แสดงความสามารถออกมาให้ปรากฏโดยสอดคล้องในเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้นๆ ที่เกิดขึ้น
2.โดยการมาก่อน (อาคมันโต) คือได้สร้างบุญสะสมในด้านนั้นมาตั้งแต่อดีตชาติพร้อมทั้งได้ตั้งจิตปรารถนาเพื่อบรรลุได้ตำแหน่งเอตทัคคะนี้ด้วย
3.โดยเป็นผู้ช่ำชองชำนาญ (จิณณวสิโต) คือได้เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องนั้นๆ เป็นพิเศษ
4.โดยเป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ (คุณาติเรกโต) คือมีความสามารถในเรื่องที่ทำให้ ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะเหนือกว่าผู้อื่นที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน
(ที่มาwww.wikipedia.org)
จขด.   
Sun 31 Aug 2008 6:33 [8]

ดีใจจังที่เห็นคอมเม้นต์ปุ้ย ปกติจะมากื่นใครเพื่อน แต่เที่ยวนี้มาเอาซะพี่คอยแหง็กเลย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ได้เป็นเฉพาะปุ้ย พี่ก็เป็นการไปงงไปต้องเปิดตำรามั่ง ถามพระอาจารย์มั่ง ถามอาจารย์มั่ง เพราะมากมายเกินจะจดจำได้หมด..
พี่พิม   
Sun 31 Aug 2008 6:20 [7]

อย่าต๊ะไว้นานนะน้อง คิดถึงอะจ๊ะ อิอิ
พี่พิม   
Sat 30 Aug 2008 11:19 [6]

ต๊ะไว้ก่อนค่ะพี่พิม เดี๋ยวมาอ่านค่ะ
น้องอ้อย   
Sat 30 Aug 2008 3:25 [5]

เดี่ยวเรื่องตอนต่อไป พี่จะเล่าเรื่องย่อกามนิตให้ฟังนะจ๊ะ นู๋ ๆ ทั้งหลาย รอหน่อยเด้อ...
พี่พิม   
Thu 28 Aug 2008 12:19 [4]

หยกเอ๋ย ไอ้ชนิดที่ว่าของจริงทั้งดุ้นคงยาก ส่วนวาสิฎฐีเดาะคลีนี่เค้าไม่ไปอะนะ ต้องรอตอนต่อไปที่ค่อนข้างจะเฉียดมากที่สุดเพราะไปถึงราชคฤห์แล้ว
พี่พิม   
Thu 28 Aug 2008 4:57 [3]

คนไหนหนอวาสิฏฐีเดาะคลีเอวอ่อน ด้วยกิเลสหนา ก็นึกถึงแต่ฉากหวานภาคโลกมนุษย์ ตอนสาวเจ้าเดาะคลีแล้วสบตาหนุ่มจนใจสั่นทำลูกคลีหล่นพื้น ฮุๆๆๆๆ

เสาพระเจ้าอโศกในรูปนันของจริงหรือทำใหม่น่ะพี่พิม ดูมันเอี่ยมๆ เห็นแล้วคิดถึงตอนทำรายงานต้องขุดข้อมูลมาโยงให้เกี่ยวกัน ๕๐ หน้า แค่หัวเสาต้นนี้ต้นเดียว
หยกยิ้ม   
Thu 28 Aug 2008 0:27 [2]

มาแว้วววว ตามคำเรียกร้อง ..อาจจะฝืด ๆ ไปบ้างเพราะผู้เขียนยุ่งงานมากมายเหลือคณานับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ...เป็นกำลังให้ผู้เขียนนะเนี่ย
จขด.   
Wed 27 Aug 2008 22:04 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh