ลองขยับไดฯ
แอบทิ้งหัวใจ...ไว้ที่อินเดีย(ภาคจบ)
แอบทิ้งหัวใจ...ไว้ที่อินเดีย
อรุณสวัสดิ์เบญจคีรีนคร
ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร
สนธยา ณ ไพศาลี
หยดน้ำตา ณ สาลวโนทยาน
ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก
เยือนแดนดินถิ่นองคุลีมาล
บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา
อรุณรุ่งที่พุทธคยา
ก้าวแรกที่โกลกัตตา
ปฐมเหตของการเดินทาง
รายงานการเดินทาง
เดินทางอีกแล้ว...
คืนวันอันวุ่นวายภาคสอง
คืนวันอันวุ่นวาย
ลองทำดู
ศุกร์/สุข?
รวมเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์
วันเกิด
นิทรรศการของจิ๋ว
ลาป่วย
จองไว้ก่อน
ต๋อย
แม่น้องธัย
2 ผัก






 

ตื่นด้วยเสียงปลุกของอาจารย์เอี่ยมนภา…..ความรู้สึกไม่อยากลุกมาเยือนอย่างแรงกล้า  พลิกตัวไปมาอยากนอนต่ออีก  ทั้ง ๆ ที่นอนก็ไม่หลับ...แต่ยังอยากนอนอยู่นั่นแหละ เห็นท่าจะไม่ได้การณ์ เลยตัดใจลุกมาอาบน้ำ.....เพียงหวังให้ความฉ่ำเย็นของสายน้ำพัดพาความหม่นมัวของหัวใจให้มลายหายไปซะที….เพี้ยง ๆ         เก็บข้าวของเสร็จ  เดินไปแง้มประตูหลังห้อง ตอนแรกตั้งใจแค่จะแง้มดูว่ามีอะไร ก็เป็นอันต้องเปลี่ยนใจเปิดประตูออกกว้าง แล้วพาตัวเองออกมารับลมชมธรรมชาติ ด้วยเมื่อทอดสายตาออกไปเบื้องหน้าเห็นท้องทุ่งนาที่ฉ่ำแฉะไปด้วยน้ำฝนเป็นทิวแถวกว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตาแล ต้นข้าวเขียวขจีที่ลู่ลม  ครึ้มอกครึ้มใจ จนอยากปล่อยอารมณ์ให้จมดิ่งกับธรรมชาติเบื้องหน้า  ความรู้สึกคิดถึงบ้านเริ่มมาเยือนเป็นละลอก ๆ เหมือนเกลียวคลื่นที่ซัดซ่าเข้าหาฝั่ง เหลียวซ้ายแลขวานึกว่าไม่มีใคร กะจะฮัมเพลงชอบ แต่พอหันไปทางซ้ายก็พบว่าพระอาจารย์แกะมาสัมผัสธรรมชาติเช่นกัน ท่านอยู่ห้องติดกันนี่เอง ว่าทำไมท่านถึงมายืนอยู่ไม่ไกล  (เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ อิอิ)  เลยได้สนทนากับท่านเรื่องสารธรรม  ความรู้ทั่วไป และความรู้เรื่องที่ดินจำนวนมากของเมืองไพศาลีที่เจ้าของเป็นนายทุนจากเมืองอื่น  ส่วนคนเมืองไพศาลีต้องเช่าที่นายทุนเหล่านั้นทำนา (ด้วยระบบวรรณะ)  

รถเคลื่อนออกจากวัดไทยเวสาลี  เพื่อเดินทางไปยังนาลันทา เส้นทางของวันนี้คือชมมหาวิทยาลัยนาลันทาเก่า, สถูปพระสารีบุตร, นมัสการหลวงปู่องค์ดำ, และวัดเวฬุวัน วัดแรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายเป็นพุทธบูชา

รถวิ่งมาถึงสะพานมหาตมะคานธีเสตุ (Mahatama Ghandhi Setu)  สะพานนี้สร้างเป็นอนุสรณ์แก่มหาบุรุษของอินเดีย คือ ท่านมหาตมะคานธี เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในอินเดีย ยาวประมาณ ๗ กิโลเมตร  รถวิ่งผ่านแม่น้ำคงคาอีกครั้ง  สองข้างเป็นสวนกล้วยตลอดเส้นทาง  มีการนำกล้วยมาวางขายกันอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นตลาดกล้วยล้วน ๆ (คงเป็นตลาดนัดค้าส่งกล้วย)  รถต้องหยุดจอดบนสะพานเพราะติดยาวเป็นกิโล  สวนทางกับขบวนรถเจ้าบ่าว วันนี้คงเป็นวันดี เพราะเส้นทางที่ผ่านมีงานแต่งหลายงาน  

        ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

                                       บนสะพานมหาตมะคานธี เสตุ

 รถติดนานมาก  คนบนรถเริ่มกระสับกระส่ายเพราะไม่รู้จะทำกิจกรรมอะไร มีรถนักเรียนวัยรุ่นจอดอยู่ด้านหน้า คงรู้สึกเบื่อ (เหมือนเรา) เลยพากันลงจากรถมาเป็นขบวน  พอเห็นรถเรามีคนหน้าแปลก เอ๊ยแปลกหน้า ก็เข้ามาโอภาปราศรัย มาขออีเมล์  ขอที่อยู่  ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดีย  ฉันงงเป็นไก่ตาแตก เพราะฟังเสียงลิ้นที่ระรัวไม่ทัน (แอบเปิดกระจกรถคุยกะหนุ่ม ๆ รุ่นหลาน อิอิ)  จึงแก้ปัญหาโดยให้เขียนใส่กระดาษแนบกระจกมาให้อ่าน  เพราะเจ้าของรถไม่อนุญาตให้พวกเราลงไปเดินเอ้อระเหยลอยชาย คงกลัวว่าเมื่อรถเคลื่อนที่ได้พวกเราอาจจะตกค้างอยู่บนสะพาน  ก็สนุกสนานดีเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ดีแท้

       เมื่อรถข้ามพ้นผ่านสะพานมหาตมะคานธีเสตุ   มาตั้งหลักบนท้องถนนที่คราคร่ำไปด้วยยวดยานพาหนะ  คนขับเล็งหาที่จอดเพื่อให้พวกเราได้ปลดปล่อย ด้วยนั่งหน้าเขียวกันเป็นทิวแถว เพราะอัดอั้นมานาน จะลงปล่อยบนสะพาน ก็แหมนะ ! มันมิสามารถจะทำได้   เพราะว่าบริเวณนั้นเป็นแหล่งชุมชนรถจึงต้องผ่านเลยไปป้ายแล้วป้ายเล่า หลายคนเริ่มอึดอัดรวมถึงตัวฉัน  จนลงความเห็นว่า ตรงไหนก็ได้เพราะไม่ไหวแล้ว  รถจึงต้องจอดข้างทางที่โล่ง ๆ  จากนั้นตัวใครตัวมันหาที่กำบังเอาเอง  ได้อย่างเสียอย่างนะพื้นที่นั่งก็ดูดีเสียแต่ว่ารอบตัวโล่งแจ้งเกินไป

            เมื่อตัวเบาสบาย รถเคลื่อนต่อ...อ.ปู่ให้ฉันมองหาต้นอินทผาลัมข้างทางเพื่อจะถ่ายรูป เห็นขึ้นอยู่ประปรายระหว่างทางที่ผ่าน  ลักษณะต้นและใบคล้ายต้นปาล์ม รถวิ่งช้า ๆ ประมาณ ๖๐ กิโลเมตร/ชั่วโมง  เพราะสภาพท้องถนนไม่เอื้ออำนวย วิ่งได้ไม่เต็มเลนส์  ทั้งต้องหลีกฝูงสรรพสัตว์ จึงขับได้ไม่มากไปกว่านี้  ก็สบายใจดีไม่ต้องเกรงอุบัติเหตุ    ผ่านตลาด  ฉันเห็นร้านขายทองติด ๆ กันหลายร้าน อยากลงไปดูเครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำ เพราะอ่านพบว่าศิลปะการทำเครื่องประดับด้วยทองคำของคนอินเดียรูปแบบและฝีมือประณีตมาก  เมื่อรถติดไฟแดงฉันเพ่งตาดูผ่านกระจกรถก็เห็นว่าเครื่องประดับเหล่านั้นไม่เหมาะกับฉัน  ด้วยราคาและรูปแบบสร้อยแต่ละเส้นที่แผ่กว้างยังกะสร้อยของกระเหรี่ยงคอยาวซะขนาดนั้น ใส่ไปไม่คอเดี้ยงก็คงโดนเชือดคอเอาสร้อยไปแน่แท้

          จากนั้น รถมุ่งหน้าไปยังนาลันทา ระหว่างทางอ.ปู่ก็ยังทำหน้าที่ผู้ช่วยมัคคุเทศก์บรรยายเป็น   ระยะสลับกับพระอาจารย์ทั้งสองท่าน เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของพระอาจารย์จูมที่หนักหนาเหลือเกินในความรู้สึกของฉัน ล่วงเข้าวันที่ ๙  แล้วที่ท่านได้ทำหน้าที่พระวิทยากร พระมัคคุเทศก์ ที่ให้ความรู้  สารธรรม  ดูแลพวกเราอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  ท่านคงเหนื่อยน่าดูเพราะแทบจะไม่ได้พัก  ความรับผิดชอบในหน้าที่พระมัคคุเทศก์เยี่ยมจริง ๆ 

          ระหว่างที่อ.ปู่จับไมค์บรรยาย ท่านนำเข้าสู่เมืองนาลันทา ด้วยการกล่าวถึงการศึกษาและการเป็นบรมครูขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงใช้เทคนิควิธีการสอนแบบต่าง ๆ ในการเผยแผ่ธรรมะ  จนฉันเกิดความสงสัย   ยกมือถามว่าพระพุทธเจ้าทรงใช้เทคนิคการสอนแบบใด ?  อ.ปู่คงไม่ได้ยินที่ฉันถามเพราะนั่งอยู่สุดท้ายรถ เลยให้ออกมาหน้ารถ พร้อมให้แนะนำตัวเอง (เหมือนเด็กนักเรียนออกหน้าชั้นเลย) ฉันทวนคำถามซ้ำว่า  อยากให้พระอาจารย์ทั้งสองท่านหรือจะเป็นอ.ปู่ก็ได้  ช่วยขยายความสงสัยของฉันหน่อยว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้เทคนิคใดในการสั่งสอนมวลมนุษยชาติ ท่านได้ใช้ระบบการสอนแบบการตั้งคำถามเหมือนโสกราตีสนักปรัชญาเอกของโลกบ้างหรือไม่?  ช่วยยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายให้ด้วย   พระอาจารย์ทั้ง ๒ ท่าน ขอเวลานอกเพื่อจะหาคำตอบให้ฉัน    ด้วยการให้หยุดกินข้าวเที่ยงระหว่างทาง  ก่อนลงจากรถ  พระอาจารย์จูมคงมึนกับคำถามฉัน (หรือไม่)  เพราะเมื่อฉันเดินผ่าน  ท่านก็พูดเบา ๆ ว่า  “  ...(ชื่อฉัน) เรียนให้จบด๊อกเตอร์นะ (DR.) “  ท่านประชดหรือเปล่าเนี่ย ฮาฮา  เมื่อกินข้าวเสร็จรถเคลื่อนที่ พระอาจารย์มหาแกะก็เป็นผู้ให้คำตอบ  ฉันรู้สึกประทับใจในคำตอบมาก  เพราะท่านตอบได้ตรงจุดที่ฉันอยากรู้  พร้อมอธิบายขยายความจนฉันสามารถจับประเด็นที่ถามได้อย่างชัดแจ้ง  ขอขอบพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 

          ถึงคิวพระอาจารย์จูมเล่าเรื่องนาลันทา  ก่อนที่คณะของเราจะเข้าไปเยือน  ได้ความว่า  เมืองนาลันทาเป็นบ้านเกิดของอัครสาวกซ้าย-ขวา คือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร   นาลันทายังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของพุทธศาสนา  ที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในโลก    ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพัง  สะท้อนความยิ่งใหญ่ในอดีตที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างไว้เพื่อเป็นที่ศึกษาธรรมและเป็นอนุสรณ์สำหรับอัครสาวกทั้งสองท่าน    ปัจจุบันเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าหมู่บ้านสารีจักร    

         ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

                                             ทางเข้ามหาวิทยาลัยนาลันทา

 เมื่อรถจอดให้ลงหน้ามหาวิทยาลันนาลันทา กลิ่นไอของความเป็นสถาบันการศึกษาที่ยิ่ง

ใหญ่ในอดีตเริ่มขจรขจายเข้ามาในความรู้สึก   เดินตามพระอาจารย์จูมเข้าไปด้านใน     

โอ้โห! ตกตะลึงพรึงเพริศในความยิ่งใหญ่โอฬาฬารของสถาบันการศึกษา“มหาวิทยาลัย

นาลันทา”   แห่งนี้   อากาศร้อนระอุเพิ่มขึ้น  แต่คณะก็ไม่หวั่นไหว เพราะแรงบันดาลใจใน

การได้เข้าไปเยือน มีพลังมากกว่าความร้อนที่มาแผดเผากาย  เข้าไปด้านในมีห้องต่าง ๆ เป็น

จำนวนมาก พระอาจารย์จูมแนะนำให้ดูห้องนั้นห้องนี้ ฉันได้ยินมั่งไม่ได้ยินมั่งเพราะมัวแต่ใส่

ใจในความอลังการของสถานที่ แต่ก็พยายามสาวเท้าให้ก้าวทันพระอาจารย์เพื่อเก็บเกี่ยว

ความรู้เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้ ว่าในอดีตเจริญรุ่งเรืองมากเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด เก่า

แก่ที่สุด มีชื่อเสียงมากที่สุด มีห้องประชุมขนาดใหญ่ บรรจุผู้ฟังได้มากกว่าพันคนขึ้นไป ถึง 

  ห้อง, ห้องเรียนกว่า ๓๐๐ ห้อง, ห้องพระคัมภีร์ขนาดใหญ่, หอพักนักศึกษา ,โรงครัว

ยุ้งฉางสำหรับการหุงหาอาหารเลี้ยงพระ, ที่พักสำหรับนักศึกษาถึง ๑๐,๐๐๐ คน พร้อมด้วย

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ อีกประมาณ ๑,๕๐๐  คน  มีกฎเกณฑ์เข้มงวดมาก นักศึกษาผู้เข้าใหม่

กว่าจะถูกรับเข้าสถาบันได้ จะต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้น  

           พระนักศึกษาแห่งนาลันทา ได้รับการยกย่องอย่างสูง พระภิกษุที่เรียนอยู่ที่นี่ มี

พระเจ้าแผ่นดินเป็นองค์อุปถัมภ์ การเป็นอยู่ทุกอย่าง เพื่อประสงค์จะให้สืบทอดพระพุทธ

ศาสนาให้มีหลักธรรมที่ลึกซึ้งและถูกต้องทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีพระภิกษุจาก

ต่างแดนเดินทางมาเรียนที่นี่ เช่น หลวงจีนเฮียงจัง (พระถังซัมจั๋ง) เป็นต้น  

            ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

                        ความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก

         ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

ฉันยืนดูแผนผังการขุดค้นทางโบราณคดีที่เขียนรูปให้เห็นอย่างเด่นชัด      อึ้งแล้วอึ้งอีก

นึกลำดับเหตุการณ์ย้อนไปในอดีต    สถานที่แห่งนี้คงอบอวลไปด้วยเรื่องราวของงาน

วิชาการ ในการเรียนการสอนอันได้แก่ วิชาพุทธปรัชญา ไวยากรณ์ วรรณคดี แพทยศาสตร์

และมีวิชาบังคับพระไตรปิฎก  มองเห็นอาณาบริเวณอันโอ่โถงขนาดนี้   ก็ให้หดหู่ใจที่

มหาวิทยาลัยนาลันทาเจริญได้ประมาณ  ๘๐๐  ปี ก็เริ่มเสื่อมสลายลงพร้อมกับพระพุทธ

ศาสนาเริ่มเสื่อมสูญไปจากอินเดีย 

        แต่เหตุการณ์ที่ทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างรุนแรง คือ พวกมุสลิมบุกรุกฆ่า

และทำลาย โดยแม่ทัพชื่อบักตยาร์ ขิลจิ พร้อมทหาร ๒๐๐ คน บุกมาฆ่าพระสงฆ์ แต่พระ

ภิกษุสงฆ์เหล่านั้นไม่หนี  ไม่ต่อสู้    ทำลาย จุดไฟเผา จนนาลันทากลายสภาพเป็นเถ้า

ถ่าน  และยังเผาทำลายตำรับตำราต่าง ๆ ในทางพระพุทธศาสนาจนหมดสิ้น กล่าวกัน

ว่าเผาอยู่ถึง  เดือน จึงเผาหม   นั่นเป็นเรื่องที่เล่าและบันทึกสืบต่อกันมา  คำว่า

“สงครามไม่เคยปราณีใคร”  มีมาทุกยุคสมัย  น้ำตาซึมกับสิ่งที่ได้รับรู้และไปเห็นมากับตา 

จนตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมคนเราถึงไม่เลือกความสันติสุขเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต

ตามที่ศาสดาได้ให้ไว้  โลกนี้จะได้สวยงามน่าอยู่มากขึ้น

       จากนั้นคณะเดินเท้าไปสักการะพระเจ้าองค์ดำ  ซึ่งประดิษฐานอยู่ด้านนอกกำแพง

มหาวิยาลัยนาลันทา  ทางด้านหลังประมาณ ๑ กิโลเมตร   หลวงพ่อองค์ดำ เป็น

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองนาลันทาเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวที่สร้างจากหินดำ 

ตัวฉันแยกวงไปดูพิพิธภัณฑ์นาลันทากับมาโนช  เพราะพระอาจารย์จูมบอกว่ามีต้นแบบของ

องค์จตุคามรามเทพอยู่ที่นั่น  เมื่อเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ก็ได้เห็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่ขุดค้น

พบในบริเวณมหาวิทยาลัยนาลันทาจำนวนมากเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวมถึงองค์

ต้นแบบจตุคามรามเทพที่ว่าด้วย

         ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

                           ขนมคาจา หรือขนมขาชา ก่อนเข้ากรุงราชคฤห์   

      คณะขึ้นรถกลับเพื่อไปยังวัดเวฬุวัน  ก่อนเข้าสู่กรุงราชคฤห์พระอาจารย์แวะให้สมาชิกได้

ลิ้มชิมรสขนมคาจา หรือขนมขาชา เป็นขนมที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ขึ้นชื่อลือชามาก  อ.ปู่ 

เอามาให้ชิม  รสชาติเค็ม  ๆ จืด ๆ เหมือนขนมโรตีกรอบแถวบ้าน    ระยะทางจากนาลันทา

มายังกรุงราชคฤห์ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร    ยิ่งรู้ว่าใกล้กำแพงเมืองราชคฤห์มากขึ้นเท่าใด ก็

ให้นึกถึงวรรณคดีเรื่องกามนิต ที่ประพันธ์โดยเสฐียรโกเศศมากขึ้นเท่านั้น    ด้วยว่าเวลาที่

คณะเราเข้าใกล้กรุงราชคฤห์ใกล้เคียงกับเวลาที่กามนิตไปตามหาพระพุทธเจ้า     อ.ปู่ได้หยิบ

บทประพันธ์ตอนหนึ่งในเรื่องกามนิตมากล่าวว่า..

        “ขณะที่พระองค์เสด็จมาใกล้เบญจคีรีนคร คือ ราชคฤห์  เป็นเวลาจวนทิวาวาร   

        แดดในยามเย็นกำลังอ่อนลงสู่สมัยใกล้วิกาล ทอแสงแผ่ซ่านไปยังสาลีเกษตร    

    แลละลิ่วเห็นเป็นทางสว่างไปทั่วประเทศสุดสายตา ประหนึ่งมีหัตถ์ทิพย์มาปก

   แผ่อำนวยสวัสดี เบื้องบนมีกลุ่มเมฆเป็นคลื่นซ้อนซับ สลับกันเป็นทิวแถว ต้อง

    แสงแดดจับเป็นสีระยับวะวับแวว ประหนึ่งเอาทรายทองไปโปรยปราย เลื่อนลอย

   ลิ่วๆ เรื่อยๆ รายลงจรดฟ้า ชาวนาและโคก็เมื่อยล้าด้วยตรากตรำทำงาน ต่างพา

 กันเดิมดุ่มๆ  เดินกลับเคหสถาน  เห็นไรๆ เป็นรัศมีแห่งสีรุ้ง  อันกำแพงเชิงเทิน

ป้อมปราการที่ล้อมกรุง  รวมทั้งทวารบถทางเข้านครเล่า มองดูในขณะนั้นเห็น

รูปเค้าได้ชัดถนัดแจ้งดั่งว่านิรมิตไว้  มีสุมทุมพุ่มไม้ดอกออกดก  โอบอ้อมล้อม

แน่นเป็นขนัด  ถัดไปเป็นทิวเขาสูงตระหง่าน  มีสีในเวลาตะวันยอแสง ปานจะ

ฉายไว้เพื่อแข่งกับแสงมณีวิเศษ   มีบุษราคบัณฑรวรรณและก่องแก้วโกเมนน

              แม้ร่วมกันให้ พ่ายแพ้ฉะนั้น”

            แค่บทเริ่มต้นที่ อ.ปู่ได้พรรณนาโวหาร ทำเอาฉันลุกนั่งไม่ติดด้วยพิสมัยใคร่ทัศนาราชคฤห์นคร  ฉันจับประเด็นหรือแก่นของเรื่องกามนิต (ภาคพื้นดิน) ได้ความว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก และทุกข์ที่เกิดจากรัก จนต้องพึ่งธรรมะดับทุกข์   ตัวละครสำคัญ ได้แก่ กามนิต วาสิฏฐี  สาตาเคียน  องคุลีมาล  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระอานนท์ และพระสารีบุตร    วงจรชีวิตของกามนิต

ผู้นี้ว่ายวนอยู่ในวงเวียนแห่งกามะ (ความต้องการ) จนวาสิฏฐีถูกพรากไปแต่งงานกับคนอื่น นำมาซึ่งความเจ็บปวดและเศร้าสลดให้กามนิตอย่างหาที่สุดมิได้   ทำให้กามนิตผู้แคล่วคล่อง ว่องไว  มีความสามารถ จนเป็นที่มาของคำกล่าวว่า “รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม”   เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างรวดเร็ว   กามนิตเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์จากคนรอบข้าง จนมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพบกับพระพุทธเจ้า เพราะต้องการพบความสุขอันเป็นนิรันดร์    แต่อนิจจาเพราะความดื้อรั้นเป็นเหตุ  ด้วยร้อนรนจะไปเฝ้าเบื้องบาทพระศาสดา โดยหารู้ไม่ว่าบุคคลที่ตนเองเสาะแสวงหาได้มาอยู่ตรงหน้า และได้สนทนาวิสาสะด้วยเป็นเวลาค่อนคืนในบ้านช่างปั้นหม้อนั่นเอง    กามนิตจึงถูกโคบ้าขวิดตาย ณ กำแพงกรุงราชคฤห์  และได้สิ้นชีพไปด้วยกับคำพูด พระแม่คงคาสวรรค์และวาสิฏฐี  จนเป็นที่มาของคำว่า   ทางช้างเผือกและแดนสุขาวดี    นี่คือสิ่งที่ฉันจับประเด็นได้จากอ.ปู่

          คณะลงที่วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวาย  ส่วนฉันไปตลาดกับแม่ชีอรัญญา   และลาวาเฉกเช่นเมื่อวาน  เพื่อช่วยเลือกซื้อผักผลไม้มาปรุงอาหารสำหรับพรุ่งนี้   ตลาดในเมืองราชคฤห์คราค่ำไปด้วยฝูงชนสมกับเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองในอดีต  เดินกันขวักไขว่เต็มท้องถนนไปหมด หลายครั้งที่ฉันเดินตามลาวาไม่ทันเพราะมัวแต่หยุดดูของที่วางขายข้างทางและเบียดเสียดกับฝูงชนแปลกหน้า หรือไปพบอะไรที่ไม่เคยเห็นก็หยุดดูจนลาวาต้องมาตามหลายครั้งเพราะกลัวจะพลัดหลงจากกัน

             กลับมาถึงวัดฉันต้องเข็นกระเป๋าไปกลับระหว่างด้านหน้าวัดกับที่พักด้านในถึงสองครั้งสองครา  เพราะสมาชิกบอกว่าไม่มีห้องนอน  รอจนพระอาจารย์จูมบอกว่าได้ห้องพักแล้ว  เป็นห้อง VIP ซะด้วย  ฉันสงสัยใคร่รู้เลยถามพระอาจารย์ว่าห้องพิเศษที่ว่านี้เพราะอะไร  ท่านตอบว่าห้องนี้จัดให้พักเฉพาะพระผู้ใหญ่ แขกพิเศษ และนักศึกษาปริญญาเอกเท่านั้น   ฉันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวที่จะได้ตามรอยคนเก่ง (ด๊อกเตอร์ทั้งหลาย)  กลัวนอนไม่หลับ เลยขอยืมหนังสือของพระอาจารย์มาอ่าน  ท่านเลือกหนังสือของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ประยุตฺโต)  เรื่องจาริกบุญ จารึกธรรม ให้   ฉันตั้งอกตั้งใจอ่านเป็นพิเศษ เพราะได้ทบทวนความรู้ความจำในเส้นทางที่ไปเยือน  ยิ่งอ่านยิ่งสนุก วางไม่ลง แต่เกรงใจ อ.เอี่ยมนภา  เพราะท่านต้องตื่นตี ๔  เพื่อขึ้นเขาคิชกูฏ  ตัดใจปิดหนังสือและปิดไฟ......เพื่อเข้าสู่ห้วงนิทรารมย์ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบในวัดไทยสิริราชคฤห์ 

     Share

<< สนธยา ณ ไพศาลีอรุณสวัสดิ์เบญจคีรีนคร >>

Posted on Mon 6 Oct 2008 8:45
Cialis At Walgreens <a href=http://cialviag.com>buy generic cialis</a> Buy Prescription Xenical Amoxicillin Erowid
Mattata   
Sun 23 Sep 2018 5:44 [11]
 

แวะมาราตรีสวัสดิ์ค่ะพี่พิม
น้องอ้อย   
Sun 26 Oct 2008 9:13 [10]

ใช่ค่ะพี่พิม คนละอันกัน ต้นก็ไม่เหมือนกัน แต่ว่า ต้นพุทธาที่นี่เหมืองที่ไทยเลยค่ะ มีหนามแต่พุ่มเยอะแพร่ง่ายมาก แต่ลูกออกมารี ๆ เหมือนเดทแห้งของที่นี่เลยค่ะ
น้องอ้อย   
Wed 15 Oct 2008 0:00 [9]

น้องอ้อยจ๋า..ดีใจที่มาหาแหละจ้า จะพยายามแกะรอยภาษาอังกฤษเอาจ้า ..อ่อนแอมากนะเนี่ยกะภาษาอังกฤษนะ แต่ก็พอถูไถไปได้แหละ ต้นอินทผาผลัม ไม่ใช่ต้นพุทธานะ น้องอ้อยลองเสริชหาต้นไม้แถบทะเลดูนะเผื่อได้รายละเอียดจ้า
พี่พิม   
Mon 13 Oct 2008 7:07 [8]

I sent the comment last time but didn't go thru.


ขนมคาจา หรือขนมขาชา ก่อนเข้ากรุงราชคฤห์ ...........looks yummy ka P'Pim!!!


I still laugh about you all wanted to go to the bathroom, ahahah.

Date or ต้นอินทผาลัมข้....lately, I talked to my friend about Date and PutSa, one of my friend from Cambodia she has Ton PutSa and she called Date then I tried to find from internet and now I know the different of the tree between Date and Jujube.

I'm not sure we call PutSa in Eng. Jujube or what? but I found on the internet.

p.s. sorry come in Eng. my comp. still sick Y_Y

miss you ka.
N'Oy   
Mon 13 Oct 2008 4:51 [7]

ยังอยู่ ๆ นะจ๊ะ ..อยู่ในใจเสมอนี่แหละ อิอิ
จขด.   
Fri 10 Oct 2008 16:23 [6]

ดีใจที่แวะมานะหยก..คิดถึงแหละ
จขด.   
Mon 6 Oct 2008 17:15 [5]

มาเป็นรอบที่สอง แต่เพิ่งลงชื่อ

เขาว่าถ้าได้ไปเห็นความยิ่งใหญ่ของร่องรอยพุทธศาสนาที่อินเดีย ก็คงอดจะ...แสดงกิริยาอะไรก็ได้ที่ดูเกินจริงหน่อย

อาจารย์ที่สอนหยก วัยรุ่นๆ เลยไปต่อด็อกเตอร์ที่นั่น บวชซะงั้น ณ อินเดียกันเลยเชียว บรรยากาศ อารมณ์พาไป
หยกยิ้ม   
Sun 5 Oct 2008 21:12 [4]

ดีใจจังเลยที่เห็นชื่อน้องอ้อย คิดถึ๊ง คิดถึงแหละ
จขด.   
Mon 29 Sep 2008 10:12 [3]

will come back to read tomorrow nakha P'Pim.

Miss you&P'Toy laka.
N'Oy   
Mon 29 Sep 2008 10:02 [2]

และแล้วก็เข็นไดออกมาได้สำเร็จ ยาวเหยียดเป็นกิโล อิอิ เอาให้อ่านกันแบบสะใจไปเลยเนาะ..
จขด.   
Fri 26 Sep 2008 8:09 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh