ลองขยับไดฯ
แอบทิ้งหัวใจ...ไว้ที่อินเดีย(ภาคจบ)
แอบทิ้งหัวใจ...ไว้ที่อินเดีย
อรุณสวัสดิ์เบญจคีรีนคร
ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร
สนธยา ณ ไพศาลี
หยดน้ำตา ณ สาลวโนทยาน
ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก
เยือนแดนดินถิ่นองคุลีมาล
บันนารัสส่าหรีมหานทีคงคา
อรุณรุ่งที่พุทธคยา
ก้าวแรกที่โกลกัตตา
ปฐมเหตของการเดินทาง
รายงานการเดินทาง
เดินทางอีกแล้ว...
คืนวันอันวุ่นวายภาคสอง
คืนวันอันวุ่นวาย
ลองทำดู
ศุกร์/สุข?
รวมเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์
วันเกิด
ต๋อย
แม่น้องธัย
2 ผัก






 

                   แอบทิ้งหัวใจ ไว้ที่อินเดีย ภาคจบ      

                                          ทัศนียภาพภูเขาดงคสิริและบรรยากาศภายในถ้ำ  

        แหวกด่านมหาชนคนขอทานจากภูเขาดงคสิริลงมาได้   แต่ละคนกระหืดกระหอบไปตาม ๆ กัน ฉันมานั่งลุ้นต่อในรถด้วยใจเต้นระทึกว่าถ้าเราติดอยู่ในวงล้อมนั่นสักชั่วโมง เหตุการณ์จะเป็นฉันใด?....แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดีเพราะบารมีของพระอาจารย์เหมือนดังที่ได้กล่าวไว้ในปฐมบทแล้วว่าการเดินทางในแดนพุทธภูมิของอินเดียการมีพระนำทางจะมีแต่ความสุข สงบ และปลอดภัย  ตะลอนทัวร์ของเราแบบตามใจ อ.ปู่ เคลื่อนไปยังที่หมายต่อไปคือ...เทวสถานฮินดูเจดีย์วิษณุบาท  อ.ปู่อยากดูพิธีกรรมเผาศพแบบอินเดีย...พระอาจารย์จูมจึงพาคณะของพวกเราไปยลยินแบบเห็นกันเต็มสองตา  ฉันชอบบรรยากาศการนั่งรถเพราะได้เห็นสองข้างทาง มีอะไรสงสัยก็สามารถซักถามพระอาจารย์ได้ตลอดเส้นทาง  ด้วยปรารถนาจะเก็บเกี่ยว ซึมซับ จดจำ บันทึกรายละเอียดของแต่ละสถานที่ให้มากที่สุด เพราะว่าเวลาเริ่มนับถอยหลังเข้ามาทุกขณะ รู้สึกใจหายเล็ก ๆ อีกแล้วเพราะยังไม่อยากไปจากอินเดีย..(หรือเพราะฉันจะขี้เกียจไม่อยากกลับไปทำงาน ฮาฮา )

            รถวิ่งผ่านท้องนา บ้านเรือน (บ้านดิน)   ชุมชนหมู่บ้านเล็ก ๆ ๔ – ๕ แห่ง   ตลาดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและสัตว์ มองเห็นภูเขาดงคสิริทอดตัวอยู่เบื้องหลังเป็นแนวยาวไปจนถึงเบญจคีรีนคร  (กรุงราชคฤห์)  ฉันจากลาภูเขาดงคสิริ สถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะ บำเพ็ญทุกรกิริยาร่วมกับปัญจวัคคี  เป็นเวลายาวนานเกือบ ๖ ปี  เพื่อแสวงหาสัจธรรมของชีวิต และเป็นที่ฝึกจิตในการแสวงหาหนทางแห่งการหลุดพ้นทั้งปวงตามปรัชญาของนักคิดอินเดียโบราณ แต่ก็พบว่าวิถีเช่นนี้ไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้นอย่างแท้จริง จึงกลับมาฉันอาหาร ทำให้ปัญจวัคคีเข้าใจว่าพระองค์ละความเพียร เป็นคนล้มเหลว จึงหนีไปอยู่ที่สารนาถ มืองพาราณสี  ฉันได้ข้อคิดสะกิดใจจากการไปเยือนสถานที่นี้ว่า...การใช้ชีวิตแบบสุดโต่งไม่ว่าจะด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ทำให้การใช้ชีวิตของคนเรา (โดยเฉพาะฉัน) ก้าวผ่านสายธารชีวิตไปได้อย่างหมดจดงดงาม การเลือกเดินทางสายกลางจึงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้ดีอีกประการหนึ่ง
            รถวิ่งไปตามเส้นทางที่กระดอนขึ้นลงตามจังหวะของพื้นถนน การนั่งรถเล็กสะดวกตรงที่สามารถเข้าไปจอดตามตรอกซอกซอยไม่ต้องเดินไกล  แต่บางที่ก็ไม่สามารถฝ่าคลื่นคนเข้าไปได้    ดังเช่นที่เรากำลังไปเยือน  เหตุเพราะอ.ปู่อยากดูพิธีเผาศพแบบอินเดีย  พระอาจารย์จึงพาคณะไปทัศนา  ณ ท่าน้ำเจดีย์วิษณุบาท (หรือท่าน้ำคยาสีสะ)   วันนี้มีพิธีฉัตรบูชาที่หมายถึงการบูชาความร่มเย็น  บริเวณริมฝั่งท่าน้ำจึงเต็มไปด้วยผู้คน    พวกเราพาตัวเองขึ้นไปบนเทวสถานเพื่อดูพิธีกรรม  แต่ไม่สามารถเบียดเสียดฝูงชนขึ้นไปได้ จึงต้องถอยร่นลงมาที่ท่าน้ำ  ไม่นานนักก็มีขบวนแห่ศพเข้ามายังบริเวณที่พวกเราอยู่  เห็นผู้ชาย ๔ – คน แบกคานหามที่มีร่างไร้วิญญาณห่อด้วยผ้าขาวและคลุมทับด้วยผ้าสีสด ไม่บรรจุในโลงศพแต่อย่างใด     ขณะที่แบกหามร่างผู้ตายมีการเปล่งเสียงพูดเป็นภาษาฮินดีดังมาตลอดทางว่า ราม ราม  สัตยัม เฮ  ฉันถามความหมายจากพระอาจารย์ได้ความว่า “พระราม (เทพเจ้า) เท่านั้นที่เป็นจริง ......” .เมื่อวางศพลงสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือกองฟืนที่ถูกสุมให้ติดอยู่ตลอดเวลา  การเผาศพก็เกิดขึ้น ณ เพลานั้นเอง    สิ่งที่ฉันเห็นจากงานศพในวันนี้ได้ภาพสะท้อนในมุมมองว่าชาวฮินดูในอินเดียมีวิธีการจัดพิธีศพที่เรียบง่าย ประหยัดทั้งเวลาและทรัพย์สิน เพราะเหตุผลว่าการตายเป็นเรื่องธรรมดา  เป็นไปตามธรรมชาติ  เป็นการแยกสลายของธาตุ ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เช่นเดียวกับพืช สัตว์ ภูเขา แม่น้ำ ฯลฯ   ดังนั้นจึงได้นำศพผู้ตายไปสู่ริมฝั่งแม่น้ำที่เป็นจุดเผาศพที่ใกล้ที่สุดเพื่อทำพิธี แล้วนำอัฐิเถ้าถ่านทั้งหมดโปรยลงสู่แม่น้ำเพื่อกลับคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

                       แอบทิ้งหัวใจ ไว้ที่อินเดีย ภาคจบ   

                                                   พิธีศพแบบฮินดูขนานแท้         

        จากท่าน้ำเจดีย์วิษณุบาท  รถวิ่งลัดเลาะผ่านเส้นทางเพื่อไปยังภูเขาพรหมโยนี เมื่อมาถึงเชิงเขารถจอดให้ลง        จากนั้นคณะก็เดินแถวขึ้นบันไดที่มีความสูงประมาณสี่ร้อยห้าสิบสี่ขั้น    (อันนี้พระอาจารย์จูมบอกว่าท่านนับเองถ้าขาดเกินพระอาจารย์รับไปนะคะ อิอิ)    เหลือฉันและคุณป้าที่มาจากกรุงเทพ ฯ ซึ่งท่านบอกว่าเข่าไม่ค่อยดี เลยอยู่โยงเฝ้าบันได สำหรับเหตุผลของคนอย่างฉันที่ไม่ขึ้นไปบนภูเขาคือต้องการศึกษาวิถีชีวิตชุมชนพื้นราบ (ว่าไปนั่น ความคิดบรรเจิดดีแท้ )

              แอบทิ้งหัวใจ ไว้ที่อินเดีย ภาคจบ

                                                    บรรยากาศ ณ  ท่าน้ำเจดีย์วิษณุบาท

เขาพรหมโยนีอยู่ใกล้กับตัวจังหวัดคยา เป็นสถานที่ที่พราหมณ์เชื่อว่าเป็นที่เกิดของพรหม บนยอดเขาจะมองเห็นเมืองคยา และแม่น้ำเนรัญชรารอบด้าน เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระพรหม มีโพรงหินที่เรียกกันว่า พรหมโยนี หมายความว่าเป็นที่เกิดของพระพรหม เป็นปล่องเขาเกือบถึงยอด มีสีแดงทาไว้เป็นจุด ๆ เมื่อชาวอินเดียยาตรามาที่คยา จะต้องไปลอดที่ปล่องพรหมโยนีแทบทั้งนั้น เพราะเชื่อกันว่าหากลอดผ่านแล้ว จะได้หมดบาป  ต่อไปจะได้ไม่กลับมาเกิดในเมืองมนุษย์อีก และสถานที่แห่งนี้ก็เชื่อกันว่าเป็นที่พำนักของคยากัสสปะ เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ได้โปรดชฎิล  (นักบวชที่มีมวยผมตั้งขึ้นสูง) พี่น้อง ๓ คน คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ จนกระทั่งชฎิลทั้ง ๓ กลับใจ ขอเข้าอุปสมบทเป็นสานุศิษย์ของพระพุทธองค์ จากการได้ฟังธรรม ชื่อ อาทิตตปริยายสูตร จนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

ในขณะที่สมาชิกขึ้นไปบนภูเขา ฉันซึ่งอยู่พื้นราบเบื้องล่างได้ทำหน้าที่นักสำรวจที่ดี ด้วยการเดินไปเลียบเคียงถามไถ่สาวเจ้าชาวอินเดียที่นั่งล้อมวงสนทนาด้วยภาษามือที่สื่อสารกันชนิดที่ว่าเมื่อยทั้งมือทั้งปาก เพราะชาวบ้านพูดได้แต่ภาษาฮินดี ฉันก็ทนทายาทใช้อวัจนะภาษาจนสำเร็จได้เก้าอี้นั่งโดยไม่ต้องยืน แถมใจดียื่นลูกอมและยาหม่องตราลิงให้สาวเจ้าที่เอื้อเฟื้อเก้าอี้ให้นั่งอีกต่างหาก ...

       แอบทิ้งหัวใจ ไว้ที่อินเดีย ภาคจบ

                     มุมมองจากยอดเขาพรหมโยนีและคณะที่ขึ้นไปพิชิตยอดเขา

ประมาณเกือบ  ๆ ชั่วโมงคณะก็กลับมา  ฉันจ้ำอ้าวไปที่รถก่อนแล้วเพราะเห็นท่าไม่ค่อยดี มีผู้คนทยอยมาห้อมล้อมฉันและรถ เมื่อคณะพร้อมก็ตรงลิ่วกลับไปยังวัดไทยพุทธคยาเพราะใกล้พลบค่ำ สมาชิกบางส่วนปรารถนาจะไปปฏิบัติธรรมที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เพื่อเก็บเกี่ยวบุญ  สำหรับฉันจัดของลงกระเป๋ารื้อเข้าออกอยู่นั่นแหละเพราะของมันงอกเพิ่มออกมาจากไหนไม่รู้ จากสองกระเป๋าเพิ่มเป็นสี่กระเป๋าไปซะแล้ว

รุ่งเช้าของวันอำลาจากพุทธคยา  เช้านี้อิสระในการเป็นอยู่ใครใคร่ทำอะไรจงทำ ฉันก็เหมือนเดิม เข้าร้านโน้นออกร้านนี้ เพื่อหาของกลับบ้าน วันนี้สิ่งที่เป็นเป้าหมายหลักของการค้นหาคือ น้ำมะม่วง เดินไปหาซื้อที่ร้านแถวต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้มาเป็นโหล หิ้วกลับวัดไม่ไหวต้องเรียกสามล้อมาส่ง(ฮา ๆๆ วิญญาณบ้าซื้อของเข้าสิงอีกแล้ว)     ......อิอิ และแล้วก็ยังกั๊กไว้นิดหน่อยให้คิดถึง

     Share

<< แอบทิ้งหัวใจ...ไว้ที่อินเดียลองขยับไดฯ >>

Posted on Sun 29 Mar 2009 8:03
โทดทีค้าบบบบบ

พี่สาว... แฮะๆๆ ไม่ได้ลืมนะ

. . . ..



วันนี้ผมได้ดูหนังเกี่ยวกับประเทศอินเดียเรื่องนึง


พระเอกเปนคนอเมริกัน แต่ถูกส่งไปทำงานที่อินเดีย


จำชื่อเรื่องไม่ได้.. เอิ้กๆๆ



แต่ดูไปก็รู้สึก..ยิง่อยากไปอินเดีย



ผมว่าผมต้องมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอินเดียแน่ๆเลยอ่ะ >"<



ไว้เรียนจบ..คงต้องแอบหนีไปชิวๆ


ผมจบมีนาปีหน้าแล้ววว


อยากไปสักปลายๆปีเลยอ่ะ



- - - -



คิดถึงพี่พิมนะฮะ ^^
joke   
Sun 26 Apr 2009 23:07 [6]

เหนื่อยสายใจแทบขาด
แวะมาปลีกวิเวก...บอกว่า
พี่พิมหนูคิดถึงค่ะ มากอดหนูทีนึงค่ะ

ป.ล. พี่ต๋อยด้วยนะคิดถึงค่ะ


ฝากตรงนี้ละกันถึงพี่ต๋อย

พี่ต๋อยไม่ได้รับอีเมล์หนูเหรอค่ะ หนูส่งกุญแจไปนานแล้วนะ เอ หรือบอกตอนพี่ปิดคอมเมนท์สำหรับเจ้าของไดหนูก็ลืม ๆ ต้องขอยาสามีกินซะล่ะ...ฮา

ไงพี่โทสับถามพี่พิมนะคะ พี่พิมบอกกุญแจพี่ต๋อยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะพี่....แล้วแวะไปอัพแดทไดหนูนะคะ
น้องอ้อย   
Mon 20 Apr 2009 18:01 [5]

แวะมาขอสาดน้ำใส่พี่พิม(เนิ่น ๆ ) นะคะ ฮี่ๆๆ
น้องอ้อย   
Wed 8 Apr 2009 8:48 [4]

พี่กลับบ้านแว๊ะนครฯบ้างนะ..อยากชวนไปนั่งมอแกน และอาจขอไปนอนค้างกับพี่ที่โรงแรมก็ได้..แหง๋ม ๆ ขอมากไป ชิมิ
ต๋อย..   
Tue 7 Apr 2009 16:20 [3]

เผาศพน่ากลัวนะค่ะ
ลูกหมี   
Fri 27 Mar 2009 15:52 [2]
 

เข็นออกรับสงกรานต์ซะหน่อย ก่อนจะหายไปไหม่มีกำหนดอีก ...
จขด.   
Thu 26 Mar 2009 9:22 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh